ธนาคารกลางรายใหญ่ทั่วโลกยังคงใช้นโยบายการเงินอย่างระมัดระวังในเดือนมี.ค. โดยส่วนใหญ่ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ย ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสงครามในตะวันออกกลางที่กดดันแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ทั้งในด้านเงินเฟ้อที่ยังมีความเสี่ยงสูง และการเติบโตที่ชะลอตัว
ผู้กำหนดนโยบายทั้งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่มีท่าทีสอดคล้องกัน คือเลือกคงดอกเบี้ยหรือปรับเปลี่ยนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากความผันผวนของราคาน้ำมันและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การผ่อนคลายนโยบายการเงินทำได้ยากขึ้น
เจพีมอร์แกนระบุในช่วงกลางเดือนมี.ค.ว่า ธนาคารกลางจำเป็นต้องใช้เวลาในการประเมินผลกระทบจากราคาน้ำมันและผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจ โดยแนวโน้มโดยรวมชี้ไปที่เงินเฟ้อที่สูงขึ้นและการเติบโตที่อ่อนแอลง ในระยะแรก ความไม่แน่นอนจะทำให้ธนาคารกลางดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของหลายประเทศอยู่ในระดับใกล้เคียงค่ากลางอยู่แล้ว
ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ธนาคารกลางส่วนใหญ่ยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ย โดยจากการประชุมธนาคารกลางทั้งหมด 9 ครั้งในเดือนมี.ค. มีถึง 8 ครั้งที่คงดอกเบี้ย ขณะที่ออสเตรเลียเป็นประเทศเดียวที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% และไม่มีประเทศพัฒนาแล้วรายใดปรับลดดอกเบี้ยในช่วงดังกล่าว ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปี ออสเตรเลียเป็นประเทศเดียวที่ขึ้นดอกเบี้ยรวม 0.50% จากการปรับขึ้น 2 ครั้ง
ด้านตลาดเกิดใหม่มีทิศทางที่หลากหลายมากขึ้น แต่ภาพรวมยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวัง โดยจากการประชุมธนาคารกลาง 15 ครั้งในเดือนมี.ค. มี 10 ประเทศที่คงอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ 4 ประเทศปรับลดดอกเบี้ยลงเล็กน้อยได้แก่ รัสเซียลด 0.50% ส่วนบราซิล เม็กซิโก และโปแลนด์ ลดประเทศละ 0.25%
ส่วนโคลอมเบียเป็นประเทศเดียวที่ดำเนินนโยบายคุมเข้มอย่างชัดเจน โดยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1% ในการประชุมล่าสุด ซึ่งทำให้รัฐบาลตัดสินใจถอนตัวจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน
แม้บางประเทศเริ่มเข้าสู่วงจรการลดดอกเบี้ยแล้ว แต่ธนาคารกลางหลายแห่งยังคงส่งสัญญาณที่ระมัดระวัง โดยอินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ ฟิลิปปินส์ ฮังการี และสาธารณรัฐเช็ก ต่างชี้ว่า ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และผลกระทบต่อเงินเฟ้อ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้องชะลอหรือจำกัดการปรับลดดอกเบี้ย
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งธนาคารกลางต้องสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง กับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากภาคพลังงาน
นับตั้งแต่ต้นปี ธนาคารกลางในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ปรับลดดอกเบี้ยสุทธิลงรวม 1.75% จากการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่าง ๆ 10 ครั้งรวม 3.75% แต่การปรับลดดอกเบี้ยได้ถูกหักล้างบางส่วนจากการที่โคลอมเบียปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งรวม 2.00%
ทั้งนี้ เงินเฟ้อในแต่ละประเทศยังปรับตัวลดลงไม่เท่ากัน และธนาคารกลางยังมีข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน เนื่องจากต้องคำนึงถึงปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความผันผวนสูง