ธนาคารกลางศรีลังกา (CBSL) สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอ้างอิงครั้งใหญ่ถึง 100 bps ในวันนี้ (26 พ.ค.) โดยขยับอัตราดอกเบี้ยนโยบายประเภทข้ามคืนจากระดับ 7.75% ขึ้นมาอยู่ที่ 8.75% เพื่อหวังควบคุมอัตราเงินเฟ้อและลดแรงกดดันอย่างรุนแรงต่อค่าเงิน อันเนื่องมาจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น
ทาง CBSL ระบุว่า สาเหตุของการขึ้นดอกเบี้ยและเงินรูปีที่อ่อนค่าลงเป็นผลพวงมาจากสงครามระหว่างฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอลกับฝ่ายอิหร่าน
การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้สวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าจะปรับขึ้นเพียง 25 bps หรือสูงกว่านั้นเล็กน้อย เนื่องจากกังวลว่าความขัดแย้งดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อทุนสำรองระหว่างประเทศรุนแรงยิ่งขึ้น
ศรีลังกาซึ่งต้องนำเข้าเชื้อเพลิงทั้งหมด ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตพลังงานอันเนื่องมาจากสงครามอิหร่าน ส่งผลให้ต้องปรับขึ้นราคาเชื้อเพลิงถึง 40% ต้องปันส่วนการใช้พลังงาน และถึงขั้นประกาศให้ทุกวันพุธเป็นวันหยุดราชการ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปพุ่งสูงขึ้นจาก 2.2% ในเดือนมี.ค. มาอยู่ที่ 5.4% ในเดือนที่ผ่านมา
CBSL ระบุในแถลงการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปน่าจะยังคงอยู่สูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ 5% ในระยะต่อไป ก่อนที่จะชะลอตัวลงและทรงตัวอยู่ที่ระดับเป้าหมาย พร้อมกันนี้ยังได้กล่าวถึงการอ่อนค่าของเงินรูปีที่ลดลง 8.7% นับตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค. ว่า เงินรูปีของศรีลังกาเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่าลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค แม้ว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายลงบ้างแล้วในขณะนี้ก็ตาม
ทั้งนี้ CBSL ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพ.ค. 2568 โดยปรับลดลง 25 bps เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ปัจจุบัน ศรีลังกากำลังพยายามฟื้นตัวจากวิกฤตการเงินครั้งรุนแรงเมื่อปี 2565 ซึ่งมีสาเหตุมาจากการขาดแคลนเงินดอลลาร์สหรัฐอย่างหนัก โดยได้รับความช่วยเหลือภายใต้โครงการเงินกู้มูลค่า 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งคณะกรรมการบริหารของ IMF มีกำหนดประชุมในวันพุธนี้ (27 พ.ค.) เพื่อพิจารณาอนุมัติเงินช่วยเหลือรอบใหม่มูลค่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะช่วยเพิ่มทุนสำรองระหว่างประเทศของศรีลังกา หลังจากที่ปรับตัวลดลง 3.8% มาอยู่ที่ 6.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน