ภาวะการซื้อขายในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ CBOT ในวันศุกร์ (20 ก.พ.) สัญญาธัญพืชปรับตัวไร้ทิศทาง หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ทั้งนี้ สัญญาข้าวโพดส่งมอบเดือนพ.ค.ปิดที่ระดับ 4.3975 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3.50 เซนต์ หรือ +0.80% ดอลลาร์/บุชเชล, สัญญาข้าวสาลีส่งมอบเดือนพ.ค. ปิดที่ระดับ 5.8025 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 13.50 เซนต์ หรือ +2.38% ดอลลาร์/บุชเชล และสัญญาถั่วเหลืองส่งมอบเดือนมี.ค.เดือนพ.ค. ปิดที่ระดับ 11.5325 ดอลลาร์ ลดลง 2.75 เซนต์ หรือ -0.24% ดอลลาร์/บุชเชล
ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติด้วยคะแนนเสียง 6-3 ประกาศยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรของปธน.ทรัมป์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยในคำตัดสินความยาว 170 หน้า ศาลมีคำวินิจฉัยว่า กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ไม่ได้ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีศุลกากรแต่อย่างใด โดยกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้สำหรับมาตรการคว่ำบาตรและการควบคุมเงินทุนในช่วงที่เกิดภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามจากต่างประเทศ
หลังจากนั้นเพียงวันเดียว ปธน.ทรัมป์ประกาศว่าจะปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลกเป็น 15% จากเดิม 10% โดยให้มีผลบังคับใช้ทันที และอ้างว่าหลายประเทศเหล่านี้เอาเปรียบสหรัฐฯ มานานหลายทศวรรษโดยไม่เคยถูกตอบโต้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ราคาธัญพืชปรับตัวผันผวน โดยราคาสัญญาถั่วเหลืองปรับตัวลงหลังจากศาลฎีกาประกาศยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรของปธน.ทรัมป์ ด้านนักวิเคราะห์กล่าวว่า มีความเป็นไปได้น้อยลงที่จีนจะสั่งซื้อถั่วเหลืองสหรัฐฯ ล็อตใหญ่ตามที่ปธน.ทรัมป์ได้กล่าวอ้างมาหลายสัปดาห์ เมื่อไม่มี "ไม้ตาย" อย่างภาษีศุลกากรมาใช้กดดัน
ขณะที่สัญญาข้าวโพดมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวน ส่วนสัญญาข้าวสาลีดีดตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2568 จากการที่นักลงทุนซื้อคืนเพื่อปิดสถานะขาย (short-covering)