สงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุปทานปุ๋ยในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากโรงงานผลิตปุ๋ยหลายแห่งในตะวันออกกลางต้องปิดตัวลง และเส้นทางเดินเรือหยุดชะงัก สถานการณ์นี้สร้างความกังวลให้กับผู้นำเข้าและประเทศเกษตรกรรมรายใหญ่ ทั้งอินเดีย จีน ออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย ที่อาจต้องเผชิญภาวะขาดแคลนธาตุอาหารพืช (เช่น ไนโตรเจนและฟอสเฟต) ในช่วงเวลาสำคัญที่เกษตรกรกำลังเตรียมพร้อมสำหรับฤดูเพาะปลูก
*สาเหตุปุ๋ยขาดแคลน: โรงงานปิด-ขนส่งชะงัก
วิกฤตซัพพลายครั้งนี้เกิดจากการส่งออกจากตะวันออกกลางที่ลดลงอย่างฮวบฮาบ ทั้งการระงับเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (เส้นทางขนส่งปุ๋ยราว 1 ใน 3 ของโลก) และการลดกำลังการผลิตอย่างฉับพลันด้วย
เช่น กาตาร์เอ็นเนอร์จี (Qatar Energy) ต้องระงับการผลิตที่โรงงานปุ๋ยยูเรียแบบไซต์เดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นถูกโจมตี นอกจากนี้ การผลิตกำมะถันในพื้นที่อื่น ๆ ของตะวันออกกลางก็ลดลงเช่นกัน
จอช ลินวิลล์ นักวิเคราะห์ด้านปุ๋ยจาก StoneX ระบุว่า "นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้น โลกได้สูญเสียผู้ส่งออกปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยแอมโมเนียแอนไฮดรัสรายใหญ่ที่สุดถึง 3 ราย ได้แก่ กาตาร์ อิหร่าน และซาอุดีอาระเบีย เราสูญเสียซัพพลายจำนวนมหาศาลในตลาดโลกไปเพราะสถานการณ์นี้"
*ปุ๋ยส่อขาดตลาดทั่วเอเชีย
สถานการณ์นี้ซ้ำเติมตลาดปุ๋ยโลกที่ตึงตัวอยู่แล้ว (จากกรณีผู้ผลิตในยุโรปลดการผลิตเพราะขาดก๊าซราคาถูกจากรัสเซีย) ดันให้ราคาปุ๋ยยูเรียพุ่งขึ้นไปอีกราว 80 ดอลลาร์ต่อตัน จากเดิมที่ระดับ 470 ดอลลาร์ในช่วงก่อนสงครามปะทุ ซึ่งผลกระทบกำลังลุกลามไปยังหลายประเทศ ดังนี้
อินเดีย: นำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลางกว่า 40% ล่าสุดเพิ่งสั่งซื้อปุ๋ยยูเรีย 1.3 ล้านตัน แต่มีความเสี่ยงสูงที่สินค้าจะส่งมอบไม่ทัน ยิ่งไปกว่านั้น โรงงานผลิตปุ๋ยในอินเดียเอง 3 แห่งก็ต้องลดกำลังการผลิตลงเพราะขาดแคลน LNG จากกาตาร์ ส่งผลให้ปุ๋ยตึงตัวในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าหากวิกฤตนี้จบลงเร็ว อินเดียอาจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการนำเข้าปุ๋ยสำเร็จรูปจากรัสเซียแทนไปก่อน
จีนและอินโดนีเซีย: ทั้งสองประเทศพึ่งพากำมะถันจากตะวันออกกลางอย่างมาก (จีนนำเข้ากว่า 50% ส่วนอินโดนีเซียพึ่งพาถึง 70%) เพื่อนำมาทำปุ๋ยฟอสเฟต เทรดเดอร์ในจีนระบุว่าตอนนี้แทบจะหาซื้อสินค้าพร้อมส่งมอบ (Spot cargoes) ไม่ได้เลย ขณะเดียวกัน มีการคาดการณ์ว่ารัฐบาลจีนจะงัดมาตรการคุมเข้มการส่งออกปุ๋ยเพื่อกักเก็บไว้ใช้ในประเทศ ซึ่งจะยิ่งทำให้ซัพพลายในตลาดโลกหายากขึ้นไปอีก
ออสเตรเลีย: พึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเกือบ 100% สำหรับการปลูกข้าวสาลีและพืชอื่น ๆ แม้ว่าผู้นำเข้ารายใหญ่จะตุนสต๊อกไว้บ้างแล้วก่อนเปิดฤดูกาลเพาะปลูก แต่คาดว่าปริมาณที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการตลอดทั้งปีนี้