ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ CBOT เมื่อวันจันทร์ (11 พ.ค.) สัญญาธัญพืชปิดบวกทั้งกระดาน โดยนักวิเคราะห์ระบุว่าเป็นเพราะราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นหลังสหรัฐฯ กับอิหร่านตกลงยุติสงครามกันไม่ได้
ทั้งนี้ สัญญาข้าวโพดส่งมอบเดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 4.00 เซนต์ หรือ +0.85% ปิดที่ 4.7525 ดอลลาร์/บุชเชล, สัญญาข้าวสาลีส่งมอบเดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 15.00 เซนต์ หรือ +2.42% ปิดที่ 6.3400 ดอลลาร์/บุชเชล และสัญญาถั่วเหลืองส่งมอบเดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 5.00 เซนต์ หรือ +0.41% ปิดที่ 12.1300 ดอลลาร์/บุชเชล
ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 3% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่าข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านอยู่ในภาวะ "เปราะบางอย่างมาก" ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซส่วนใหญ่ยังปิดอยู่ และยังไม่รู้ว่าความขัดแย้งจะสงบลงเมื่อใด
อนึ่ง ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบส่งผลกระทบต่อตลาดธัญพืชโดยตรง เนื่องจากน้ำมันถั่วเหลืองและข้าวโพดเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ
นอกจากนี้ การที่ตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลางผลิตปุ๋ยรายใหญ่และการค้าปุ๋ยโลกส่วนใหญ่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้น ทำให้ทั่วโลกจะหาปุ๋ยมาใช้ยากขึ้น และจะเกิดเงินเฟ้อเพราะราคาพลังงานและอาหารแพงขึ้น
ขณะเดียวกัน ราคาข้าวสาลีเพิ่มขึ้นเพราะเทรดเดอร์กังวลว่าพืชผลในสหรัฐฯ จะเสียหายจากภัยแล้ง โดยหลังปิดตลาด กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) เปิดเผยว่า ผลผลิตข้าวสาลีฤดูหนาวของประเทศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (10 พ.ค.) อยู่ในเกณฑ์ดีหรือดีเยี่ยมเพียง 28% ลดลงจาก 31% ในสัปดาห์ก่อน ผิดจากที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะดีขึ้นเป็น 32%
USDA รายงานความคืบหน้าการเพาะปลูกรายสัปดาห์ว่า เกษตรกรปลูกข้าวโพดไปแล้ว 57% และถั่วเหลือง 49% ของพื้นที่เพาะปลูกในสหรัฐฯ ขณะที่วันอังคารนี้ (12 พ.ค.) USDA จะเผยแพร่รายงานคาดการณ์อุปสงค์และอุปทานสินค้าเกษตรทั่วโลก (WASDE)
นักวิเคราะห์คาดว่า จีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าถั่วเหลืองรายใหญ่ที่สุดของโลก อาจตกลงซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ตอนที่ปธน.ทรัมป์ไปเยือนจีนวันที่ 14-15 พ.ค. นี้ โดยนักวิเคราะห์บางรายหวังว่าจีนอาจสั่งซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เล็กน้อยเพื่อแสดง "น้ำใจ" ก่อนเริ่มประชุมสุดยอด