ราคาน้ำมัน WTI ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 57 ดอลลาร์ในวันนี้ หลังจากที่สหรัฐใช้ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลา โดยได้เข้าจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา และนางซีเลีย ฟลอเรส ภรรยาของเขา ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนต่อเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นประเทศที่มีแหล่งน้ำมันสำรองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
ณ เวลา 20.29 น.ตามเวลาไทย ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนก.พ. บวก 0.44 ดอลลาร์ หรือ 0.77% สู่ระดับ 57.76 ดอลลาร์/บาร์เรล
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐจะเข้าบริหารประเทศเวเนซุเอลาจนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนผ่านอำนาจไปสู่รัฐบาลชุดใหม่ และบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐจะเข้าไปขุดเจาะแหล่งน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
เวเนซุเอลา ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งกลุ่มโอเปก มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลก โดยมีแหล่งน้ำมันดิบสำรองราว 3 แสนล้านบาร์เรล หรือราว 17% ของปริมาณสำรองทั่วโลก
เวเนซุเอลาเคยผลิตน้ำมันได้สูงสุดราว 3.5 ล้านบาร์เรล/วันในช่วงปลายทศวรรษ 1990 แต่หลังจากนั้นกำลังการผลิตได้ลดลงอย่างมาก โดยปัจจุบันผลิตน้ำมันได้เพียง 800,000 บาร์เรล/วัน
เชฟรอนเป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่เพียงรายเดียวของสหรัฐที่ยังคงดำเนินงานอยู่ในเวเนซุเอลา และมีการส่งออกน้ำมันราว 140,000 บาร์เรล/วัน ณ สิ้นไตรมาส 4 ของปี 2568
นายดาน สตรอยเฟน หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านน้ำมันของโกลด์แมน แซคส์ กล่าวว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเวเนซุเอลาที่มีต่อราคาน้ำมันในระยะสั้นยังคงมีความไม่แน่นอน โดยหากเวเนซุเอลามีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ และรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อเวเนซุเอลา ก็จะส่งผลให้เวเนซุเอลาเพิ่มการผลิตน้ำมัน อย่างไรก็ดี การโค่นล้มนายมาดูโรอาจนำไปสู่การหยุดชะงักของการผลิตน้ำมันในระยะสั้นเช่นกัน
ส่วนในระยะยาว การลงทุนจากสหรัฐจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตของเวเนซุเอลา และจะกดดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวลง แต่การฟื้นตัวของการผลิตน่าจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส จัดการประชุมกำหนดนโยบายการผลิตน้ำมันเมื่อวานนี้ (4 ม.ค.) โดยที่ประชุมมีมติคงกำลังการผลิตน้ำมันในไตรมาส 1/2569 ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะน้ำมันล้นตลาด
สมาชิก 8 ชาติของกลุ่มโอเปกพลัส ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต โอมาน อิรัก คาซัคสถาน และแอลจีเรีย จัดการประชุมผ่านระบบออนไลน์วานนี้ โดยการประชุมดังกล่าวใช้เวลาเพียงไม่นาน และที่ประชุมได้หลีกเลี่ยงการหารือเกี่ยวกับวิกฤตทางการเมืองที่สมาชิกหลายประเทศกำลังเผชิญอยู่
ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ปะทุขึ้นในเดือนที่แล้ว จากความขัดแย้งในเยเมนที่ยืดเยื้อมานานกว่า 10 ปี เมื่อกองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจาก UAE ได้เข้ายึดพื้นที่จากรัฐบาลเยเมนที่ซาอุดีอาระเบียให้การหนุนหลัง โดยวิกฤตการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดรอยร้าวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษระหว่างประเทศทั้งสอง ซึ่งต่างก็เป็นชาติสมาชิกของกลุ่มโอเปก
นอกจากนี้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สหรัฐได้ใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นสมาชิกโอเปก เพื่อจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐจะเข้าควบคุมประเทศเวเนซุเอลา จนกว่าจะสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลชุดใหม่
การประชุมเมื่อวานนี้ของกลุ่มโอเปกพลัสมีขึ้น หลังจากราคาน้ำมันร่วงลงมากกว่า 18% ในปี 2568 ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายปีที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563
'ขณะนี้ ตลาดน้ำมันถูกขับเคลื่อนด้วยความไม่แน่นอนทางการเมืองมากกว่าปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์และอุปทาน และโอเปกพลัสกำลังให้ความสำคัญกับเสถียรภาพมากกว่าการดำเนินการด้านนโยบาย' นายฮอร์เก เลออน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ของ Rystad Energy กล่าว
ทั้งนี้ โอเปกพลัสจะจัดการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 1 ก.พ.