สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นในวันอังคาร (13 ม.ค.) โดยราคาน้ำมันยังคงได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า เหตุการณ์ประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อในขณะนี้ จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของประเทศ นอกจากนี้ การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ส่งสัญญาณแทรกแซงอิหร่านด้วยการสนับสนุนผู้ชุมนุม อาจจะทำให้เหตุการณ์ประท้วงทวีความรุนแรงมากขึ้น
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 1.65 ดอลลาร์ หรือ 2.77% ปิดที่ 61.15 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้น 1.6 ดอลลาร์ หรือ 2.51% ปิดที่ 65.47 ดอลลาร์/บาร์เรล
อิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) กำลังเผชิญกับการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 2,000 คนแล้วในขณะนี้ และมีผู้ถูกจับกุมอีกหลายพันคน ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตือนว่าสหรัฐฯ อาจใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีอิหร่าน
ปธน.ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า ประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 25% สำหรับธุรกรรมใด ๆ ที่ทำกับสหรัฐฯ ขณะเดียวกันปธน.ทรัมป์ยังแทรกแซงกิจการภายในของอิหร่านด้วยการสนับสนุนให้ชาวอิหร่านทำการประท้วงต่อไป และประกาศว่าความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ กำลังมาถึง
ทั้งนี้ จีนถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดที่ซื้อน้ำมันดิบของอิหร่าน ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Mizuho Securities คาดการณ์ว่า หากจีนหลีกเลี่ยงการซื้อน้ำมันจากอิหร่านเพราะไม่ต้องการเผชิญกับมาตรการภาษีตามคำขู่ของสหรัฐฯ และหากทุกประเทศทำตาม ก็อาจทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกลดลง 3.3 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นปริมาณที่อิหร่านป้อนเข้าสู่ตลาดในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ประกาศว่า เขาได้ตัดสินใจยกเลิกการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่อิหร่าน จนกว่าการเสียชีวิตของผู้ประท้วงจะยุติลง ซึ่งคำแถลงดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 3% แตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือนในระหว่างวัน
ส่วนสัญญาณอื่น ๆ ที่บ่งชี้ถึงภาวะอุปทานตึงตัวนั้น มาจากเหตุการณ์เรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติกรีซ 4 ลำถูกโจมตีด้วยโดรนที่ไม่สามารถระบุฝ่ายเมื่อวานนี้ ขณะที่แหล่งข่าวเปิดเผยว่า เรือบรรทุกน้ำมันเหล่านี้แล่นอยู่ในทะเลดำเพื่อเดินทางไปบรรทุกน้ำมันที่สถานีขนส่ง Caspian Pipeline Consortium นอกชายฝั่งรัสเซีย