สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลดลงกว่า 2% ในวันพฤหัสบดี (22 ม.ค.) หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ มีท่าทีอ่อนลงในประเด็นกรีนแลนด์และอิหร่าน รวมทั้งความเคลื่อนไหวเชิงบวกที่อาจนำไปสู่ทางออกในการยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังปรับตัวลงหลังสหรัฐฯ เปิดเผยสต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมี.ค. ลดลง 1.26 ดอลลาร์ หรือ 2.08% ปิดที่ 59.36 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนมี.ค. ลดลง 1.18 ดอลลาร์ หรือ 1.81% ปิดที่ 64.06 ดอลลาร์/บาร์เรล
ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า เขายังคงต้องการให้สหรัฐฯ เข้าครอบครองกรีนแลนด์ แต่จะไม่ใช้กำลังทหารเข้ายึดครอง นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ และมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ได้ร่วมกันจัดทำ "กรอบข้อตกลงในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับกรีนแลนด์" โดยปธน.ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ ได้รับสิทธิในการเข้าถึงกรีนแลนด์อย่างเบ็ดเสร็จและถาวรภายใต้ข้อตกลงกับนาโต ขณะที่เลขาธิการนาโตระบุว่า บรรดาชาติพันธมิตรของนาโตจะต้องยกระดับการให้ความสำคัญต่อความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากรัสเซียและจีน
ส่วนในประเด็นอิหร่านนั้น ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า เขาคาดหวังว่าสหรัฐฯ จะไม่มีการดำเนินการทางทหารต่ออิหร่าน แต่หากอิหร่านกลับมาเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์อีกครั้ง สหรัฐฯ ก็จะใช้มาตรการดังกล่าว ทั้งนี้ อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) รองจากซาอุดีอาระเบียและอิรัก
ราคาน้ำมันยังถูกกดดันจากสัญญาณบ่งชี้ถึงความคืบหน้าในการยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน หลังจากปธน.ทรัมป์ได้พบปะเจรจากับปธน.โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน โดยทั้งปธน.ทรัมป์และปธน.เซเลนสกีกล่าวว่า การเจรจาเป็นไปในทางที่ดี และกระบวนการเจรจาเพื่อยุติสงครามยังคงดำเนินต่อไป
ทั้งนี้ หากการเจรจาเพื่อยุติสงครามในยูเครนประสบความสำเร็จ ก็จะปูทางไปสู่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐฯ บังคับใช้ต่อรัสเซีย ซึ่งจะส่งผลให้รัสเซียสามารถส่งออกน้ำมันในตลาดได้
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังปรับตัวลงหลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 3.6 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 16 ม.ค. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 1.1 ล้านบาร์เรล
ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 5.9 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.7 ล้านบาร์เรล และสต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล เพิ่มขึ้น 3.3 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 200,000 บาร์เรล