ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งขึ้นกว่า 2% ทะลุระดับ 70 ดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดในรอบ 4 เดือนในวันนี้ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการที่สหรัฐโจมตีอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ซึ่งมีกำลังการผลิตน้ำมันราว 3.2 ล้านบาร์เรล/วัน
ณ เวลา 20.01 น.ตามเวลาไทย ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนมี.ค. บวก 1.54 ดอลลาร์ หรือ 2.25% สู่ระดับ 69.94 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากพุ่งแตะระดับ 70.35 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2568
ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนมี.ค. บวก 1.59 ดอลลาร์ หรือ 2.50% สู่ระดับ 64.80 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากพุ่งทะลุ 65 ดอลลาร์ แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2568 เช่นกัน
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจผลักดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงถึง 72 ดอลลาร์/บาร์เรลในช่วง 3 เดือนข้างหน้า
'ตลาดมีความกังวลต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น หากอิหร่านทำการโจมตีตอบโต้ประเทศเพื่อนบ้าน หรือสำคัญยิ่งกว่านั้น หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน' นายจอห์น อีแวนส์ นักวิเคราะห์จาก PVM กล่าว
ทางการอิหร่านระบุว่า อิหร่านสามารถทำการควบคุมอย่างสมบูรณ์ต่อช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งทางบก ทะเล และอากาศ ท่ามกลางความตึงเครียดจากการที่สหรัฐอาจทำการโจมตีอิหร่าน
ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอยู่ระหว่างอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน ถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญต่อตลาดโลก โดยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) โดยเฉพาะน้ำมันจากตะวันออกกลาง คิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณน้ำมันดิบที่ขนส่งทางทะเลทั่วโลก และ 1 ใน 5 ของการบริโภคน้ำมันทั้งหมดของโลก ขณะที่น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมราว 20 ล้านบาร์เรล/วัน ถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังตลาดเอเชีย โดยตลาดหลักคือประเทศจีน