สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันอังคาร (3 ก.พ.) หลังจากกองทัพสหรัฐฯ ได้ยิงโดรนของอิหร่านที่บินเข้าใกล้เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ และมีรายงานเรือติดอาวุธของอิหร่านได้แล่นเข้าใกล้เรือติดธงสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาที่มุ่งลดความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้น 1.07 ดอลลาร์ หรือ 1.7% ปิดที่ 63.21 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 1.03 ดอลลาร์ หรือ 1.6% ปิดที่ 67.33 ดอลลาร์/บาร์เรล
สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า เครื่องบินขับไล่ F-35C ของกองทัพสหรัฐฯ ได้ยิงทำลายโดรนของอิหร่านในวันอังคาร หลังจากโดรนลำดังกล่าวได้บินเข้าใกล้เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ในทะเลอาหรับ โดยอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตนเอง หลังจากที่โดรนได้บินเข้าใกล้เรือบรรทุกเครื่องบินด้วย "เจตนาที่ไม่ชัดเจน"
ส่วนสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมานนั้น แหล่งข่าวจากบริษัทที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยระบุว่า กลุ่มเรือติดอาวุธของอิหร่านได้แล่นเข้าใกล้เรือบรรทุกน้ำมันติดธงสหรัฐฯ ทางตอนเหนือของโอมาน
ทั้งนี้ สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซกำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, อิหร่าน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, คูเวต และอิรัก ต่างก็ส่งออกน้ำมันดิบส่วนใหญ่ผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีจุดหมายหลักอยู่ที่เอเชีย
นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังทำให้เกิดความกังวลว่า การเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ อาจสะดุดลง โดยล่าสุด Axios ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์ของสหรัฐฯ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า อิหร่านได้เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่และรูปแบบของการเจรจากับสหรัฐฯ ที่มีกำหนดในวันศุกร์ที่ 6 ก.พ.นี้ โดยขอให้มีการจัดการเจรจาแบบทวิภาคีที่ประเทศโอมาน
สื่อระบุว่า อิหร่านต้องการย้ายสถานที่เจรจาจากนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ไปยังโอมาน และต้องการให้การเจรจาจัดขึ้นในรูปทวิภาคีเฉพาะกับสหรัฐฯ เท่านั้น แทนการมีชาติอาหรับและมุสลิมหลายประเทศเข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์ นอกจากนี้ อิหร่านต้องการจำกัดขอบเขตการเจรจาให้มุ่งเน้นเฉพาะประเด็นโครงการนิวเคลียร์เท่านั้น
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตั้งเงื่อนไข 3 ประการสำหรับการเจรจากับอิหร่าน ได้แก่ อิหร่านต้องยุติการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมโดยสิ้นเชิง, อิหร่านต้องจำกัดโครงการขีปนาวุธพิสัยไกล และยุติการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค แต่อิหร่านยืนยันมาโดยตลอดว่า เงื่อนไขทั้งสามข้อเป็นการละเมิดอธิปไตยของอิหร่านอย่างที่ไม่สามารถยอมรับได้
ส่วนสถานการณ์ในยูเครน ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน กล่าวหาว่ารัสเซียใช้ข้อตกลงหยุดยิงด้านพลังงานที่สหรัฐฯ สนับสนุนนั้น เป็นโอกาสในการสะสมอาวุธ และนำมาใช้โจมตียูเครนเพียงหนึ่งวันก่อนการเจรจาสันติภาพ
ทั้งนี้ ความล่าช้าในการยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนมีแนวโน้มที่จะทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรซึ่งจำกัดการส่งออกน้ำมันของรัสเซียนั้น จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า รัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับ 3 ของโลกรองจากสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบีย ในปี 2568