สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ (1 เม.ย.) หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าสหรัฐฯ จะยุติการทำสงครามกับอิหร่านในไม่ช้านี้ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังถูกกดดันจากรายงานสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าคาดในสัปดาห์ที่แล้ว
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ค. ลดลง 1.26 ดอลลาร์ หรือ 1.24% ปิดที่ 100.12 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนมิ.ย. ลดลง 2.81 ดอลลาร์ หรือ 2.7% ปิดที่ 101.16 ดอลลาร์/บาร์เรล
ปธน.ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า สหรัฐฯ มั่นใจแล้วว่าอิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ และกองทัพสหรัฐฯ จะถอนตัวจากอิหร่านภายใน 2-3 สัปดาห์นี้
"เราออกมา เพราะไม่มีเหตุผลที่เราจะต้องทำสิ่งนี้อีกต่อไป" ปธน.ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว
การเปิดเผยดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก่อนที่ปธน.ทรัมป์จะแถลงต่อชาวอเมริกันเพื่อให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการทำสงครามอิหร่าน ในวันนี้ (2 เม.ย.) เวลาประมาณ 08.00 น. ตามเวลาไทย
นักวิเคราะห์จาก SEB กล่าวว่า นักลงทุนในตลาดต่างก็คาดการณ์ว่าทรัมป์จะไม่ปล่อยให้สงครามยืดเยื้อจนทำให้อุปทานน้ำมันตกอยู่ในภาวะชะงักงันไปจนถึงกลางเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ความต้องการน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ มักจะอยู่ที่ระดับสูงสุด เนื่องจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเบนซินจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และที่สำคัญที่สุดคือการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะเกิดในเดือนพ.ย.นี้ ซึ่งหากสงครามยืดเยื้อก็จะก่อให้เกิดต้นทุนทางการเมืองที่สูงมาก
ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (30 มี.ค.) ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นทะลุระดับ 4 ดอลลาร์/แกลลอนเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายมองว่า แม้สงครามจะยุติลงภายในกรอบเวลาของทรัมป์ แต่การที่น้ำมันจะกลับมาไหลเวียนตามปกติผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้นต้องใช้เวลา และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานบางแห่งได้รับความเสียหายระหว่างที่เกิดความขัดแย้ง นอกจากนี้ มีรายงานว่ากองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีลำที่ 3 ของสหรัฐฯ กำลังมุ่งหน้าไปยังตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ตลาดมีความระมัดระวังและจับตาความเป็นไปได้ที่กองทัพสหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านทางภาคพื้นดิน
ราคาน้ำมันยังถูกกดดัน หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) รายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบพุ่งขึ้น 5.4 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.8 ล้านบาร์เรล
ส่วนรายงานความเคลื่อนไหวอื่น ๆ นั้น แหล่งข่าวในแวดวงอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า ซาอุดีอาระเบียอาจปรับราคาขายน้ำมันดิบอย่างเป็นทางการ (OSP) สำหรับลูกค้าในเอเชียงวดส่งมอบเดือนพ.ค. สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากราคาน้ำมันในตะวันออกกลางพุ่งขึ้นและกลายเป็นน้ำมันที่มีราคาแพงที่สุดในโลก