สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 11% ในวันพฤหัสบดี (2 เม.ย.) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีอิหร่าน ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลว่าสงครามในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 11.42 ดอลลาร์ หรือ 11.41% ปิดที่ 111.54 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 7.87 ดอลลาร์ หรือ 7.78% ปิดที่ 109.03 ดอลลาร์/บาร์เรล
ปธน.ทรัมป์แถลงต่อชาวอเมริกันเพื่อให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการทำสงครามอิหร่าน ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีตามเวลาไทย โดยกล่าวว่า เขาคาดการณ์ว่าสงครามจะดำเนินต่อไปอีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ แต่ก็ถือว่าสงครามใกล้จะสิ้นสุดแล้ว
อย่างไรก็ดี ก่อนจบการแถลง ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า สหรัฐฯ จะใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีอิหร่าน "อย่างหนักหน่วง" ในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า
"เราจะโจมตีพวกเขาอย่างหนักหน่วงในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า เราจะทำให้พวกเขากลับไปสู่ยุคหิน ซึ่งเป็นที่ที่พวกเขาควรอยู่" ทรัมป์กล่าว พร้อมกับเสริมว่า หากไม่มีการบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน "เราจะโจมตีโรงไฟฟ้าทุกแห่งของพวกเขาอย่างรุนแรง และอาจจะโจมตีพร้อมกันทั้งหมด"
ในระหว่างการแถลงครั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ยังกล่าวโทษอิหร่านว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันตามสถานีบริการน้ำมันในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น
"ชาวอเมริกันจำนวนมากมีความกังวลที่ได้เห็นราคาน้ำมันเบนซินในประเทศของเราพุ่งขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ การเพิ่มขึ้นนี้เป็นผลมาจากการที่อิหร่านเปิดฉากโจมตีด้วยการก่อการร้ายอย่างบ้าคลั่งต่อเรือบรรทุกน้ำมันเชิงพาณิชย์และประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งนี้" เขากล่าวอย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันลดช่วงบวก หลังจากมีรายงานว่ากระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านกำลังร่างพิธีสารร่วมกับโอมาน เพื่อบริหารจัดการการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก
นอกจากนี้ ทางการอังกฤษเปิดเผยว่า ประเทศต่าง ๆ กว่า 40 ประเทศได้จัดการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรเพื่อรับประกันเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยอีเว็ตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรดังกล่าวจะใช้มาตรการทางการทูตและเศรษฐกิจเพื่อให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัยและยั่งยืน