สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเกือบ 8% ในวันอังคาร (14 เม.ย.) ขานรับความหวังที่ว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านอาจหาทางออกได้ในเร็ว ๆ นี้
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ค. ลดลง 7.80 ดอลลาร์ หรือ -7.87% ปิดที่ 91.28 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนมิ.ย. ลดลง 4.57 ดอลลาร์ หรือ -4.60% ปิดที่ 94.79 ดอลลาร์/บาร์เรล
การซื้อขายได้รับอิทธิพล หลังเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังมีการหารือเรื่องการเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการกำหนดตารางเวลาที่ชัดเจน หลังจากที่การพบปะแบบเผชิญหน้ากันที่ปากีสถานเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมายังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้
สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งรายงานว่า คณะเจรจาของสหรัฐฯ และอิหร่านอาจกลับไปยังกรุงอิสลามาบัดอีกครั้งภายในสัปดาห์นี้เพื่อเปิดการเจรจาอีกครั้ง โดยผู้ไกล่เกลี่ยจากปากีสถาน อียิปต์ และตุรกีกำลังพยายามรื้อฟื้นการเจรจาก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงจะสิ้นสุดลงในวันที่ 21 เม.ย.
การเจรจาระหว่างผู้แทนของสหรัฐและอิหร่านในกรุงอิสลามาบัดเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สิ้นสุดลงโดยไม่มีการทำข้อตกลง เนื่องจากประเด็นสำคัญเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ และทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของการเจรจา
นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวว่า ทางฝั่งซาอุดีอาระเบียเองก็กำลังผลักดันให้มีการยุติการปิดล้อมพื้นที่ และสนับสนุนให้เริ่มการเจรจารอบใหม่ ขณะที่กลุ่มประเทศในยุโรปกำลังเตรียมแผนกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งทันทีที่สงครามยุติลง ซึ่งรวมถึงการส่งเรือกวาดทุ่นระเบิดและเรือทางทหารอื่น ๆ เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ด้วย
ราคาน้ำมันยังถูกกดดันจากการที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกจะลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยได้รับผลกระทบจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
IEA ออกคำเตือนถึงวิกฤตพลังงานที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยคาดว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปี 2569 จะลดลงเฉลี่ย 80,000 บาร์เรล/วัน จากเดิมที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 730,000 บาร์เรล/วัน ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก
IEA ระบุว่า ความต้องการใช้น้ำมันจะลดลงมากถึง 1.5 ล้านบาร์เรล/วันในไตรมาส 2 ของปีนี้ ซึ่งถือเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเมื่อภาวะขาดแคลนน้ำมันและราคาที่สูงขึ้นยังคงดำเนินต่อไป ปรากฏการณ์ "การทำลายอุปสงค์" (demand destruction) มีแนวโน้มที่จะลุกลามออกไป
รายงานยังระบุว่า อุปทานน้ำมันทั่วโลกลดลงมากถึง 10.1 ล้านบาร์เรล/วัน อยู่ที่ 97 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนมี.ค. โดยสาเหตุหลักมาจาก การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง และอุปสรรคในการเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งนำไปสู่การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ทั้งนี้ รายงานประจำเดือนเม.ย.ของ IEA ระบุว่า อุปทานน้ำมันทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะชะงักงันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปริมาณการขนส่งน้ำมันลดลงจาก 20 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนก.พ. เหลือเพียง 3.8 ล้านบาร์เรล/วันในช่วงต้นเดือนเม.ย.