สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเกือบ 7% ในวันพุธ (29 เม.ย.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าภาวะอุปทานน้ำมันตึงตัวอาจยืดเยื้อ หลังจากการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านยังคงหยุดชะงัก นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังปรับตัวขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เปิดเผยสต็อกน้ำมันดิบและสต็อกเชื้อเพลิงที่ลดลงมากกว่าคาด
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 6.95 ดอลลาร์ หรือ 6.95% ปิดที่ 106.88 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 6.77 ดอลลาร์ หรือ 6.08% ปิดที่ 118.03 ดอลลาร์/บาร์เรล
ราคาน้ำมัน WTI ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. ส่วนราคาน้ำมันเบรนท์ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค.
หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล (WSJ) รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งการให้คณะบริหารของเขาเตรียมพร้อมสำหรับการขยายเวลาการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน โดยปธน.ทรัมป์เลือกที่จะเดินหน้ากดดันอิหร่านทั้งในด้านเศรษฐกิจและการส่งออกน้ำมัน ด้วยการขัดขวางการขนส่งสินค้าทางเรือทั้งขาเข้าและขาออกจากท่าเรืออิหร่าน
ด้านทำเนียบขาวได้ออกมายืนยันรายงานข่าวดังกล่าว โดยระบุว่าปธน.ทรัมป์ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมสำหรับการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านเป็นเวลานาน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งเปิดเผยว่า ปธน.ทรัมป์ได้พบปะกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเชฟรอนและบริษัทพลังงานรายอื่น ๆ เพื่อหารือเกี่ยวกับขั้นตอนที่เป็นไปได้ในการลดความตื่นตระหนกในตลาดน้ำมัน ในกรณีที่การปิดล้อมท่าเรืออิหร่านยังคงยืดเยื้อต่อไปอีกหลายเดือน ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลว่าการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อยาวนาน
ราคาน้ำมันยังปรับตัวขึ้นหลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบลดลง 6.2 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 300,000 บาร์เรล
ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 6.0 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 2.1 ล้านบาร์เรล และสต็อกน้ำมันกลั่นซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล ลดลง 4.5 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 2.2 ล้านบาร์เรล
นักลงทุนยังคงประเมินผลกระทบจากการที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศถอนตัวออกจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ขณะที่นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งคาดว่าการตัดสินใจนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดมากนักในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์จาก Wood Mackenzie มองว่า การถอนตัวของ UAE ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของโอเปก และอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะอุปทานล้นตลาด ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป