สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันพฤหัสบดี (21 พ.ค.) หลังมีสัญญาณบ่งชี้ถึงความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.ค. ลดลง 1.91 ดอลลาร์ หรือ 1.94% ปิดที่ 96.35 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนก.ค. ลดลง 2.44 ดอลลาร์ หรือ 2.32% ปิดที่ 102.58 ดอลลาร์/บาร์เรล
ในช่วงแรก ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น หลังจากสื่อรายงานว่า โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้ออกคำสั่งว่า คลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านจะต้องไม่ถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเชื่อว่าการส่งวัสดุดังกล่าวออกไปต่างประเทศ จะทำให้อิหร่านมีความเปราะบางต่อการถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีในอนาคต ซึ่งความเคลื่อนไหวของอิหร่านถือเป็นการแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ในการทำข้อตกลงสันติภาพ
ราคาน้ำมันอ่อนแรงลงในเวลาต่อมา หลังจากมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมีสัญญาณที่ดีในระดับหนึ่ง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ต้องการทำข้อตกลงที่ดีกับอิหร่าน นอกจากนี้ รูบิโอกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ของปากีสถานซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลาง จะเดินทางไปยังอิหร่านเพื่อเข้าร่วมการเจรจา
อย่างไรก็ตาม รูบิโอกล่าวว่า ข้อตกลงทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ หากอิหร่านใช้ระบบจัดเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญ ขณะที่ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า ในที่สุดแล้วสหรัฐฯ จะยึดคืนคลังสำรองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ เชื่อว่ายูเรเนียมเหล่านี้ถูกกำหนดไว้สำหรับใช้เป็นอาวุธนิวเคลียร์ แม้ว่าอิหร่านยืนยันว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้งานอย่างสันติก็ตาม
ด้านแหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยกับสื่อว่า ขณะนี้ยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงใด ๆ กับสหรัฐฯ แต่ความเห็นต่างของทั้งสองฝ่ายเริ่มลดน้อยลงบ้างแล้ว โดยประเด็นการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้
ทั้งนี้ ตามการประเมินของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) พบว่า อิหร่านมียูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับ 60% มากกว่า 440 กิโลกรัม โดยยูเรเนียมดังกล่าวถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังของโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านที่ถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีระหว่างสงคราม 12 วันในเดือนมิ.ย. 2568
นักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs เปิดเผยรายงานล่าสุดระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบทั่วโลกถูกดึงออกมาใช้ในอัตราที่รวดเร็วเป็นประวัติการณ์ในเดือนนี้ เนื่องจากสงครามที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางส่งผลให้อุปทานปรับตัวลง
รายงานของ Goldman Sachs ระบุว่า สต็อกน้ำมันทั่วโลกลดลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 8.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนพ.ค. ซึ่งคิดเป็นเกือบเท่าตัวของอัตราเฉลี่ยนับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเปิดฉากขึ้น พร้อมระบุว่า ตลาดน้ำมันยังคงอยู่ในภาวะตึงตัว ขณะที่การส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก โดยอยู่ที่เพียง 5% ของระดับปกติเท่านั้น เนื่องจากช่องแคบแห่งนี้ยังคงถูกปิดกั้นจากทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ
ด้านฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนว่า ปริมาณน้ำมันสำรองเชิงพาณิชย์กำลังลดลงในอัตราที่รวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ IEA ประเมินว่าตลาดจะยังคงอยู่ในภาวะขาดแคลนอุปทานอย่างรุนแรงไปจนถึงเดือนต.ค. แม้ว่าความขัดแย้งจะยุติลงในเร็ว ๆ นี้ก็ตาม