ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) และน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ (11 มิ.ย.) หลังจากกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าสงครามอิหร่านอาจยืดเยื้อ และส่งผลให้อุปทานพลังงานอยู่ในภาวะชะงักงันเป็นเวลานานขึ้น
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.ค. พุ่งขึ้น 2.94% สู่ระดับ 92.68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนส.ค. พุ่งขึ้น 2.52% สู่ระดับ 95.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า กองกำลังทหารของสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่านระลอกใหม่ในวันพุธ (10 มิ.ย.) ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด" พร้อมระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นมาตรการ "ป้องกันตนเอง" เพื่อ "ตอบโต้อิหร่านที่กระทำการอันก้าวร้าวอย่างต่อเนื่องและไม่มีเหตุผลอันควร"
การโจมตีครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้น หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เตือนเมื่อช่วงเช้าวันพุธว่า กองกำลังสหรัฐฯ จะใช้มาตรการทางทหารกับอิหร่านต่อไป ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องหลังจากที่กองทัพได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันอังคาร (9 มิ.ย.) หลังเกิดเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกสหรัฐฯ ถูกยิงตกเมื่อวันจันทร์ (8 มิ.ย.) ซึ่งสหรัฐฯ อ้างว่าเป็นการกระทำของอิหร่าน
นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า อิหร่าน "ใช้เวลานานเกินไปในการเจรจาข้อตกลง" และอิหร่านจะต้อง "ชดใช้"