MOVIE: 127 Hours - 127 ชั่วโมง

ข่าวบันเทิง Tuesday February 22, 2011 14:30 —ThaiPR.net

กรุงเทพฯ--22 ก.พ.--MMM Digital กำหนดฉาย: วันที่ 10 มีนาคม 2554 ภาพยนตร์เรื่อง 127 HOURS เป็นภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ แดนนี่ บอยล์ ผู้กำกับที่คว้ารางวัล Academy Award? สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเรื่อง SLUMDOG MILLIONAIRE ในปี 2008 ภาพยนตร์เรื่อง 127 HOURS คือเรื่องจริงของนักปีนเขาที่ชื่อ อารอน รัลสตัน (เจมส์ แฟรนโก) การผจญภัยสุดอัศจรรย์ เพื่อรักษาชีวิตของเขาหลังจากหินหล่นลงมาใส่แขน และทำให้เขาต้องติดอยู่อย่างโดดเดี่ยวในร่องหุบเขาที่ยูท่าห์ ตลอดช่วงการเดินทางของเขา รัลสตันหวนนึกถึงเพื่อนๆ, คนรัก (เคลเมนซ์ โพซี่), ครอบครัวและนักปีนเขาอีกทั้งสอง (แอมเบอร์ แทมบลิน และ เคต มาร่า) ที่เขาพบก่อนประสบอุบัติเหตุ เวลาผ่านไป 5 วัน รัลสตันต้องต่อสู้กับสิ่งแวดล้อมและสิ่งไม่ดีในตัวเขา จนค้นพบในตอนท้ายว่าเขามีความกล้าหาญ และวิถีทางที่ทำให้เขาหลุดพ้นออกมาได้ด้วยวิธีการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การหล่นลงมาจากหน้าผาความสูง 65 ฟุต และปีนเขาด้วยระยะที่มากกว่า 8 ไมล์ ก่อนที่เขาจะได้รับความช่วยเหลือในตอนท้าย ภาพยนตร์เป็นการบอกเล่าโครงสร้างการเล่าเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์ ภาพยนตร์เรื่อง 127 HOURS มีเนื้อหาเกี่ยวกับสัญชาตญาณและความตื่นเต้น ที่จะนำผู้ชมเข้าสู่ประสบการณ์การเดินทางที่ไม่เคยพบมาก่อน และพิสูจน์ให้เห็นถึงสิ่งที่เราทำได้เมื่อเราต้องเลือกชีวิตเราเอาไว้ Fox Searchlight Pictures และ Path? นำเสนอ ร่วมกับ Everest Entertainment ภาพยนตร์อำนวยการสร้างโดย Cloud Eight / Decibel Films / Darlow Smithson ภาพยนตร์เรื่อง 127 HOURS กำกับโดย แดนนี่ บอยล์ จากบทภาพยนตร์ของ แดนนี่ บอยล์ และ ไซมอน โบฟอย (SLUMDOG MILLIONAIRE) อ้างอิงจากหนังสือ Between a Rock and a Hard Place โดย อารอน รัลสตัน ภาพยนตร์อำนวยการสร้างโดย คริสเตียน โคลสัน, แดนนี่ บอยล์ และ จอห์น สมิธสัน อำนวยการสร้างบริหารโดย เบอร์นาร์ด เบลลิว, จอห์น เจ. เคลลี่, ฟรังซัวร์ อีเวอร์เนล, คาเมรอน แม็คแครกเกน, ลิซ่า มาเรีย ฟัลโคน และ เทสซ่า รอส เหล่านักแสดงนำทีมโดย เจมส์ แฟรนโก ประกอบด้วย แอมเบอร์ แทมบลิน, เคต มาร่า, เคลเมนซ์ โพซี่, เคต เบอร์ตัน และ ลิซซี่ คาแพลน มีการใช้เทคนิคด้านภาพที่สร้างสรรค์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายให้แก่นักแสดงนำขึ้นมาใหม่ การสร้างภาพยนตร์ได้ใช้ตากล้องคนสำคัญทั้ง 2 คนอย่าง แอนโธนี่ ดอด แมนเทิล, B.S.C., D.F.F. (SLUMDOG MILLIONAIRE) และเอ็นริเก้ เชดิเอค (28 DAYS LATER) ผู้ออกแบบฉากและผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย สุตติรัต ลาร์ลาร์บ (SLUMDOG MILLIONAIRE) ผู้ลำดับภาพ จอน แฮร์ริส (KICK-ASS) พร้อมด้วยดนตรีจาก เอ.อาร์.ราห์มัน (SLUMDOG MILLIONAIRE) ในคืนวันศุกร์ของเดือนเมษายน 2003 อารอน รัลสตัน วัย 26 ปีขับรถไปยังยูท่าห์ เพื่อใช้เวลาปีนเขาในช่วงสุดสัปดาห์ที่ Canyonlands National Park อันสวยงามอย่างน่าตะลึง และอยู่ห่างไกลในยูท่าห์ 6 วันต่อมา เขาปรากฏตัวขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดภายนอกบ้านอันน่าทึ่งที่สุด และเป็นเรื่องราวที่ลืมไม่ลงเกี่ยวกับความกล้าหาญของมนุษย์ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเคราะห์กรรม หลายคนที่ได้ยินเรื่องราวการเอาตัวรอดอย่างทรมานของรัลสตันในป่าเป็นเวลา 127 ชั่วโมง เพราะมือของเขาติดอยู่กับหินก้อนยักษ์ที่เคลื่อนหล่นลงมาไม่ได้ ต้องขาดแคลนอาหาร และขาดน้ำบริสุทธิ์ หนทางเดียวที่จะหลีกหนีได้คือ พฤติกรรมที่กล้าหาญอย่างเหลือเชื่อและน่าประหลาด: เขาผ่านช่วงเวลาแห่งการพิจารณาที่ร้ายแรงที่สุดอย่างกระทันหันนี้ไปได้อย่างไร? เขาพบความตั้งใจอย่างบังเอิญ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่สิ้นหวังได้อย่างไร? เราจะทำในสิ่งที่เขาทำเพื่อการมีชีวิตต่อไปมั้ย? นี่เป็นคำถามที่สร้างความสนใจให้แก่ทีมผู้กำกับ แดนนี่ บอยล์ ผู้อำนวยการสร้าง คริสเตียน โคลสัน และผู้เขียนบทภาพยนตร์ ไซมอน โบฟอย ผู้ที่ร่วมงานกันล่าสุดในภาพยนตร์เรื่อง SLUMDOG MILLIONAIRE เรื่องราวแห่งความรักอันสดใส ซึ่งใช้สถานที่ถ่ายทำในชุมชนแออัดของประเทศอินเดีย ที่กลายเป็นภาพยนตร์ปรากฏการณ์แห่งโลกรางวัล Academy Award แต่บอยล์เห็นบางสิ่งที่มากกว่าเรื่องราวอันทรงอิทธิพลของรัลสตัน เขาเห็นโอกาสในการหล่อหลอมประสบการณ์ภาพยนตร์ของบุคคลคนหนึ่งที่มีความโดดเด่น ที่สามารถลากผู้ชมให้จมอยู่กับการสะกดอารมณ์ในทุกวินาที -- ในทุกจินตนาการ, ความฝัน, ความทรงจำ, ความโศกเศร้าและแรงบันดาลใจ ที่รัลสตันเปลี่ยนความสิ้นหวังเป็นการให้คำมั่นสัญญาที่ประทับใจและทรงอานุภาพ ในการต่อสู้ชีวิตที่ทำให้เขาทำสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ จากช่วงแรกที่เขาได้เริ่มอ่านบันทึกประสบการณ์ที่ขายดีของ อารอน รัลสตัน ที่มีชื่อว่า Between a Rock and a Hard Place บอยล์รู้ทันทีว่าภาพยนตร์ประเภทไหนที่เขาอยากถ่ายทอดภาพยนตร์จากเรื่องราวชีวิตจริงนี้ ภาพยนตร์ที่ต้องใช้กล้องที่จับองค์ประกอบเนื้อหา เพื่อแทรกซึมเข้าถึงการเดินทางเฉพาะตัวของตัวละครนำ เพื่อเข้าถึงเบื้องลึกแห่งชีวิตของอารอน และเข้าไปในความคิดของเขาตลอดช่วงเหตุการณ์ที่เป็นหรือตายอย่างเร่งด่วนที่สุด ในรูปแบบที่ไม่มีสื่อกลางอื่นใดสามารถทำได้ “ผมรู้ว่าผมอยากนำผู้ชมเข้าสู่หุบเขาลึกร่วมไปกับอารอน และไม่เปิดเผยพวกเขาจนกว่าเขาจะเป็นผู้บอกเอง” ผู้กำกับอธิบาย “แน่นอนว่าผมเห็นเรื่องราวไม่ธรรมดาของการเอาชีวิตรอดภายนอกบ้าน แต่ผมว่ามันยังมีส่วนย่อยอื่นทั่วไปที่จะสร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้คน มันไม่ใช่แค่เรื่องธรรมดาทั่วไปว่าอารอนเอารอดชีวิตมาอย่างไม่น่าเชื่อแบบนั้นได้อย่างไร มันเป็นแรงผลักดันชีวิตที่สะกิดอารอนให้มีความกล้าหาญที่เหนือกว่าอย่างน่าประหลาดโดยส่วนตัว และนั่นคือสิ่งที่เราหวังจะจับภาพมาอยู่บนจอภาพยนตร์ เป็นสิ่งที่ผูกมัดเราเข้าด้วยกัน และเมื่ออารอนที่ดูเหมือนอยู่คนเดียวในหุบเขาลึกนี้ ถูกดึงกลับสู่ความคิดเกี่ยวกับสังคม ซึ่งมีสิ่งอันทรงพลังมากเกิดขึ้น” บอยล์กล่าวต่อ: “ผู้คนพูดถึงเรื่องราวอยู่บ่อยๆ ว่า ‘โอ้ ไม่คิดว่าฉันจะทำอย่างนั้นได้’ แต่ผมคิดว่าเราทุกคนทำอะไรก็ได้ที่เราสามารถทำได้เพื่อชีวิต มันเป็นสิ่งงดงามมากและทำให้เราก้าวเดินต่อไป เรื่องที่ผมคิดถึงสิ่งที่อารอนต้องประสบพบเจอที่หุบเขาลึกเป็นเวลานานกว่า 6 วัน คือการรับรู้ถึงคุณค่าแห่งชีวิตขึ้นมาทันที หนึ่งในหลากหลายความคิดที่เขาไม่เคยอยู่อย่างโดดเดี่ยวจริงๆ ในหุบเขาลึก โดยทางกายแล้วเขาอ้างว้างมาก แต่เขาถูกโอบล้อมด้านจิตใจจากทุกคนที่เขาเคยรู้จัก เคยรัก หรือเคยฝันถึง นั่นสร้างความแตกต่างและเราอยากได้ความรู้สึกนั้นมาสู่ในเรื่องราว” บอยล์รู้สึกได้จากไหวพริบว่า เขามีความเกี่ยวข้องกับความพยายามบางอย่างนั้น ในการเผชิญหน้ากับมัน ฟังเหมือนเป็นไปไม่ได้ “เรากำลังสร้างภาพยนตร์แนวแอ็คชั่นที่ฮีโร่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้!” ภาพยนตร์แอ็คชั่นจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร เมื่อฮีโร่ของภาพยนตร์สามารถเคลื่อนไหวได้ภายในสภาพแวดล้อมเพียง 2-3 ฟุตเท่านั้น และทุกอย่างที่เขาทำส่วนใหญ่อยู่ในความคิดของเขา? “ผมรู้สึกว่าเราสามารถสร้างภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับสัญชาตญาณ และเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มองเห็นได้และระดับความรู้สึกของผู้คนที่สูญเสียไปกับเรื่องราว เช่นเดียวกับที่อารอนสูญเสียไปในหุบเขาลึก” บอยล์ตอบ ทีมงานรู้ว่ามีเพียงนักแสดงคนเดียวที่พวกเขารู้สึกว่า สามารถถ่ายทอดความเชื่อมั่นและอารมณ์อย่างที่ต้องการเพื่อลากผู้ให้เข้าสู่เรื่องราว “เจมส์มีความคล่องแคล่วอย่างเชี่ยวชาญที่ไม่ธรรมดา” บอยล์กล่าว “และนั่นคือสิ่งที่ต้องการ เพราะภาพยนตร์เรื่อง 127 HOURS เกือบจะเป็นภาพยนตร์ที่มีเพียงผู้ชายคนเดียว แต่เจมส์ก้าวไปไกลกว่านั้น ก้าวขึ้นไปสู่ทุกความท้าทาย ด้านร่างกายและอารมณ์ความรู้สึกที่โถมเข้าใส่เขา เขามีความพิเศษสุดสำหรับบทบาทนี้ เขาเข้าถึงมันได้มาก มันกลายเป็นวิถีทางหนึ่งเท่าที่เจมส์ แฟรนโก จะถ่ายทอดสิ่งที่เกี่ยวกับอารอน รัลสตัน” สิ่งที่ทำให้โปรเจ็กต์มีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับบอยล์และโบฟอยคือ มันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากประสบการณ์ก่อนหน้านั้นของพวกเขา ในภาพยนตร์เรื่อง SLUMDOG MILLIONAIRE ในความสับสนที่พลิก 180 องศาที่พวกเขาผ่านมาจากการถ่ายทำภาพยนตร์ เรื่อง “Maximum City” ของมุมไบ เพื่อถ่ายทำในหุบเขาที่น่าหวาดเสียวในตอนกลางของสถานที่ที่ไม่เป็นที่รู้จัก ไม่กว้างพอที่จะบีบเค้นผู้ชายคนเดียว “มันเป็นเรื่องผิดปกติที่จะออกจากฝูงชนของมุมไบ ที่เราถูกรายล้อมไปด้วยประชากรนับพันล้านคน เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสุดขั้วของชายคนหนึ่งที่มีความเสร็จสรรรพในแบบของเขา” บอยล์กล่าว “มันเป็นความแตกต่างที่มหัศจรรย์และเป็นโอกาสที่เยี่ยมมาก ภาพยนตร์จะเป็นความแตกต่างแบบอื่นไปไม่ได้ และในส่วนที่พวกเขาทั้งคู่จะต้องต่อสู้กับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ โดยไม่มีแต้มต่อใดๆ” ภาพยนตร์เรื่อง 127 HOURS รำลึกถึงความหลังของวัฒนธรรมภาพยนตร์ขนาดใหญ่ ที่บรรยายให้เห็นถึงขีดจำกัดของพวกเขาที่ถูกผลักดันโดยธรรมชาติ จากภาพยนตร์เรื่อง CALL OF THE WILD ไปจนถึงภาพยนตร์เรื่อง TOUCHING THE VOID แต่สำหรับภาพยนตร์เรื่อง 127 HOURS ฉีกออกจากรูปแบบโดยมีการสรรเสริญชีวิตมากกว่าความประสบสำเร็จส่วนตัว “ตอนที่เขาติดกับอยู่ อารอนไม่สามารถติดต่อกับมนุษย์ได้อีกต่อไป แต่มันเป็นสิ่งกระตุ้นการรู้ซึ้งในตัวเขาว่า ทุกคนมีความสำคัญอย่างไร และรักผู้คนที่เขาทิ้งไว้อยู่ข้างหลังว่ามีความหมายต่อเขาเช่นไร มันกระตุ้นเขาเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับชีวิต ที่มันเป็นความลึกซึ้งที่สุดที่ทำให้เขาก้าวเดินต่อไป ภาพยนตร์เกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เรื่องราวของผู้ชายคนเดียว มันอาจปรากฏให้เห็นเพียงเบื้องหน้า” บอยล์กล่าว นี่ยังเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจาก Everest Entertainment มาสู่เรื่องราว ผู้ที่พยายามช่วยด้านการเงิน “ผมมีความสุขมากที่ Everest เป็นส่วนหนึ่งของการนำเนื้อเรื่องที่สำคัญให้มีสีสัน” ลิซ่า มาเรีย ฟัลโคน กล่าว “เราค้นหาโปรเจ็กต์ที่โดดเด่นและน่าหลงใหลตลอดเวลา ซึ่งนั่นส่งผลสะท้อนกับกลุ่มผู้ชมของพวกเขา และภาพยนตร์เรื่อง 127 HOURS คือตัวอย่างที่ดีที่สุด” การพบกับอารอน รัลสตัน เพียงไม่นานที่แดนนี่ บอยล์ ได้พบเรื่องราวของ อารอน รัลสตัน เขาได้ส่งตัวคริสเตียน โคลสัน ผู้ร่วมอำนวยการสร้างที่ทำหน้าที่อำนวยการสร้างภาพยนตร์ เรื่อง SLUMDOG MILLIONAIRE ที่คัดลอกมาจากหนังสือของรัลสตัน โคลสันสารภาพว่าตัวเขาเองไม่ได้ซื้อไอเดียนี้โดยทันที “ผมวางลงและคิดว่า นั่นเป็นเรื่องราวที่น่าทึ่งแต่ว่าไม่มีทางที่จะสร้างภาพยนตร์โดยปราศจากมันได้ และนั่นคือสิ่งที่ผมพูดกับแดนนี่” เขาจำได้ “จากนั้นแดนนี่ก็ส่งวิธีการแสดงให้ผม เขาเขียนด้วยความยาวเพียง 6 หน้า แต่มันเห็นได้ชัดถึงคอนเซ็ปต์ทั้งหมดของเขาในการบอกเล่าเรื่องราว ซึ่งเต็มไปด้วยการตัดสลับที่ไม่ธรรมดาและความคิดเห็นต่างๆ ด้านมุมมอง เพียงไม่นานที่ผมได้อ่านมัน ผมเปลี่ยนความคิดไปอย่างสิ้นเชิงและพูดว่า ‘เอาเลย ทำเลย’ มันเป็นการบอกเล่าเรื่องราวที่ท้าทายอย่างยิ่งใหญ่ แต่แดนนี่ค้นพบวิธีที่จะรักษาความตื่นเต้นของมันและความอิ่มเอมใจเอาไว้อย่างต่อเนื่อง ถ่ายทอดประสบการณ์จากบุคคลหนึ่งไปยังผู้ชม” ความถูกต้องเหมาะสมในเรื่องราวชีวิตของรัลสตันถูกควบคุมในเวลานั้นโดยจอห์น สมิธสัน ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์สารคดีแถวหน้า โคลสันพบกับสมิธสันที่ลอนดอน และตกลงกันว่าภาพยนตร์จะมีความดราม่าเต็มรูปแบบ อ้างอิงจากวิธีแสดงของบอยล์ พร้อมด้วยสมิธสันที่ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้าง บอยล์เริ่มทำหน้าที่ด้านบทภาพยนตร์อย่างเต็มตัวทันที เขาทำฉบับร่างอย่างเสร็จสมบุรณ์ก่อนที่เขาและโคลสันเข้าไปหาไซมอน โบฟอย พร้อมกับคนที่เขาได้ร่วมงานกันในเรื่อง SLUMDOG เพื่อมาร่วมทีมในฐานะผู้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์ หน้าที่แรกสำหรับบอยล์คือการทำความรู้จักอารอน รัลสตัน อย่างจริงจัง และขั้นตอนนั้นเริ่มจากชีวิตของอารอนที่เขาเป็นที่รู้จักก่อนหน้านี้โดยพื้นฐานจนมาถึงจุดสุดท้าย: Blue John Canyon ในรัฐยูท่าห์ บอยล์และโคลสันสร้างทริปแรกขึ้นมาในเดือนกรกฏาคม 2009 โดยให้รัลสตันไต่เขาและปีนผ่านช่องแคบหุบเขาที่จะถูกมัดอยู่ในใจของรัลสตันไปตลอดกาล นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับรัลสตัน เพราะเขาอยากให้ผู้สร้างภาพยนตร์มีความคุ้นเคยอย่างลึกซึ้งกับสภาพแวดล้อมนั้น ทิวทัศน์ที่มีความขรุขระยังหมายถึงโลกของเขาก่อนที่พวกเขาจะเดินหน้าต่อไป ในช่วงแรกรัลสตันไม่มั่นใจเกี่ยวกับการเข้าใกล้จินตนาการของบอยล์มากขึ้น “มันเป็นเรื่องยากทางด้านอารมณ์สำหรับผม เพราะถึงแม้ผมรู้ว่าเรากำลังสร้างภาพยนตร์แนวดราม่า แต่ผมก็ต่อต้านการเบี่ยงเบนออกจากข้อเท็จจริงจากเรื่องราวของผม” เขายอมรับ แต่ในท้ายที่สุด ความคิดของการเข้าถึงความจริงอย่างลึกซึ้งผ่านสัญชาตญาณ การบอกเล่าเรื่องราวในรูปแบบที่น่าสนใจเริ่มทำให้รัลสตันตื่นเต้น และเขาเชื้อเชิญผู้สร้างภาพยนตร์เข้าสู่ความทรงจำส่วนตัวโดยส่วนใหญ่และความรู้สึกภายในอย่างเปิดเผย เขากล่าวว่า “ผมถ่ายทอดเรื่องราวนี้ และมันจะเป็นส่วนสำคัญของผมตลอดไป และผมเข้าใจได้ว่าการสร้างภาพยนตร์ที่ปล่อยให้ผู้ชมรู้สึกว่า พวกเขาได้ข้ามผ่านมันมาได้ ต้องมีการใช้ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวมีความโดดเด่น” รัลสตันสนิทสนมกับไซมอน โบฟอย เป็นอย่างดี การปีนเขาร่วมกับผู้เขียนบทภาพยนตร์ในพื้นที่ราบสูงของโคโลราโด “เราปีนไปรอบๆ ไหล่เขา และพูดคุยกันถึงภูมิหลังของผม” เขาหวนนึกถึง “ไซมอนเป็นคนที่ชอบออกไปข้างนอก เราจึงมีการพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน และผมว่าเขาสามารถนำแง่มุมที่สำคัญมากบางอย่างมาใส่ในเรื่องราวได้” เขาไม่มีการกั๊กอะไรเอาไว้ แถมรัลสตันยังร่วมแบ่งปันวีดีโอลับเฉพาะกับผู้สร้างภาพยนตร์ “ข้อความ” ที่เขาบันทึกไว้ขณะที่ติดอยู่ในหุบเขาลึก เป็นการหวังว่าจะฝากบางอย่างเอาไว้ให้เพื่อนๆ ครอบครัวหากเขาเสียชีวิตลง “เนื้อหานั้นมีประโยชน์ต่อเราอย่างเด่นชัด รวมถึงเจมส์ แฟรนโก ด้วย” บอยล์กล่าว รัลสตันมีความตื่นเต้นพอๆ กัน ในการร่วมงานกันของพวกเขา “การทำงานร่วมกับแดนนี่เป็นประสบการณ์สุดมหัศจรรย์” เขากล่าว “เขามีความชาญฉลาดและสร้างสรรค์มาก แถมยังตอบสนองได้อย่างรวดเร็วว่าเรื่องราวนี้มีความเฉพาะตัวอย่างไร เขามีการใช้การศึกษาค้นคว้าขนาดมหึมาและการเตรียมการก่อนที่เราจะได้พบกันครั้งแรก และผมขอบคุณจริงๆ สำหรับการมีส่วนร่วมของเขา ตลอดการเขียนเรื่องใหม่, การประชุมและการสัมภาษณ์กับเหล่านักแสดง เขามีส่วนร่วมกับผมมากกว่าที่หวังเอาไว้” รัลสตันจัดเตรียมข้อมูลจำนวนมากให้ผู้สร้างภาพยนตร์ ที่ยอมให้เขาสร้างรายละเอียดเป็นรูปเป็นร่างที่น่าประหลาดขึ้นมาใหม่ เกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อการเอาชีวิตรอดของเขา ตั้งแต่การนอนหลับโดยการใช้สายเชือกขึง จนถึงการเอาชีวิตรอดด้วยการดื่มน้ำปัสสาวะ “เราอยากคงอยู่ในประเด็นแห่งความจริงที่อารอนติดกับอยู่” ผู้อำนวยการสร้างโคลสันกล่าว “เราจึงสร้างอุปกรณ์ที่ต้องการที่เขามีอยู่ในเป้สะพายหลังขึ้นมาใหม่ ปริมาณน้ำที่เขามีอยู่อย่างถูกต้อง คุณภาพของใบมีด วิธีการเล็กๆ น้อยๆ ของเขา เรารู้สึกว่าเราไม่สามารถและไม่ควรเข้าไปสร้างความยุ่งเหยิงให้ส่วนประกอบพวกนั้น” ถึงแม้ว่าพวกเขารู้จักอารอนมากขึ้น บอยล์ยังคงรู้สึกว่ามันจำเป็นที่ต้องสร้างจุดเชื่อมโยงกับเนื้อหาโดยส่วนตัว “อารอนบอกเล่าเรื่องราวมาหลายครั้งในแบบของเขา แต่ผมรู้ว่าการสร้างภาพยนตร์ผมต้องมีการแตกประเด็นและเข้าให้ถึงมันเพื่อบอกเล่าเรื่องราวในแบบของผม” เขากล่าว “เรื่องมหัศจรรย์สำหรับอารอนคือเขายอมให้เราทำจริงๆ มันเป็นเรื่องราวของอารอน แต่กลับมีการบอกเล่าออกมา...” บอยล์ถูกลากเข้าสู่รายละเอียดปลีกย่อยที่สำคัญและซ่อนอยู่ในเรื่องราวของรัลสตัน เป็นเรื่องของผู้ชายที่ไม่เคยเข้าถึงมาก่อน คนที่ชอบปลีกตัวอยู่ลำพังและเข้าไม่ถึงพลังแห่งมิตรภาพร่วมกับผู้คน “อารอนเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบ — เป็นคนดูแลตัวเอง, เป็นคนอิสระ, มีความปราดเปรียว, เป็นเจ้าแห่งความคิด แต่ไม่ใช่ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ” บอยล์กล่าว สิ่งที่สะเทือนอารมณ์บอยล์ได้มากคือ เมื่อรัลสตันต้องอยู่คนเดียวและเผชิญหน้ากับความตายจริงๆ เขาทำได้เพียงแค่คิดถึงคนอื่นๆ ในชีวิตของเขา ทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต และมันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเขา ทำให้เขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสักวันแค่ไหน “อารอนมองว่าตัวเองเป็นคนฉายเดี่ยว แต่เมื่อมันลากเขากลับไป ชีวิตคือการอยู่เป็นกลุ่ม, มีการรวมตัวกัน, เป็นสังคม สำหรับผมแล้วนั่นกลายเป็นไอเดียของภาพยนตร์ ‘ผมต้องการความช่วยเหลือ’ อารอนกล่าวตอนที่เขาสะดุดพบผู้ช่วยเหลือของเขาในช่วงท้ายตอนใกล้จบภาพยนตร์ เขาทำแบบนั้น เราทุกคนก็ทำ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราอยู่กันเป็นกลุ่ม” บอยล์กล่าว นั่นคือสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจาก Everest Entertainment ผู้ที่พยายามช่วยเหลือทางด้านการเงินมาสู่เรื่องราว “ฉันรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ Everest เป็นส่วนหนึ่งของการทำเรื่องราวที่มีความหมายมาทำให้มีสีสัน” ลิซ่า มาเรีย ฟัลโคน กล่าว “เราค้นหาโปรเจ็กต์ที่โดดเด่นและน่าหลงใหลที่จะสะท้อนถึงผู้ชมมาโดยตลอด และภาพยนตร์เรื่อง127 HOURS คือตัวอย่างที่ดีที่สุด” ต่อมา การดูบอยล์ในฉากทำให้รัลสตันเข้าใจว่าบอยล์สร้างเรื่องราวขึ้นในแบบเขาจริงๆ ด้วยอารมณ์ความรู้สึกแห่งคำพูดที่ยอดเยี่ยม “เขาอธิบายสิ่งต่างๆ อย่างไหลลื่นตลอดทุกช่วงเวลา เมื่อผมได้เห็นสิ่งนั้น มันรู้สึกน่าเวียนหัว รู้สึกเหมือน ว้าว เขาเข้าถึงมันได้ถึงที่สุดเลย!” วิธีที่บอยล์จัดเตรียมไว้เพื่อให้เข้าถึงภาพยนตร์ เป็นวิธีเดียวที่รัลสตันพอจะจินตนาการถึงระยะเวลา 6 วันที่สะท้อนให้เห็นบนจอภาพยนตร์ได้ “ผมอยู่คนเดียวแต่พยายามหวนกลับไปติดต่อกับคนที่ผมรักผ่านความทรงจำและจินตนาการต่างๆ และแม้แต่ประสบการณ์นอกร่างกาย มันเป็นสิ่งที่ค่อนข้างน่าสยดสยอง เมื่อผมสูญเสียน้ำในร่างกายมากขึ้น, อดนอนและหมดหวัง ทุกสิ่งพวกนี้ถูกถอดรายละเอียดปลีกย่อยออกมาจากความคิดของผม จนกระทั่งทุกสิ่งที่เสียไปเป็นการเชื่อมต่อกันทางความรู้สึก” รัลสตันกล่าว “แดนนี่สามารถนำประสบการณ์เหล่านั้นมาสู่ในภาพยนตร์ได้จริง” รัลสตันสารภาพว่า มันเป็นประสบการณ์ที่ดูร้ายแรงเหมือนความฝัน ได้เห็นประสบการณ์ชีวิตของเขาอย่างลึกซึ้งด้วยการแสดงใหม่ของเจมส์ แฟรนโก และทีมงาน และการอยู่ในฉากทำให้เขาหวนคืนสู่สิ่งที่เขาได้เห็นและรู้สึกทั้งหมดตลอดช่วง 6 วันนั้น “มันเหมือนกับตัวผมในปี 2010 สามารถมองย้อนกลับไปดูตัวเองในปี 2003 ได้ และได้เห็นตัวเองหลบรอดออกมาจากหุบเขาลึก” เขากล่าว ภาพยนตร์นำรัลสตันหวนกลับไปสู่ Blue John Canyon ในวันที่จะต้องจดจำโดยเฉพาะ: วันครบรอบปีที่ 7 ของการติดกับของเขา “การมีอารอนอยู่ในวันครอบรอบนี้เป็นสิ่งที่พิเศษสุดสำหรับเขาอย่างเห็นได้ชัด และผมว่าความสมจริงที่เพิ่มเข้ามายิ่งสร้างรายละเอียดให้ภาพยนตร์มากขึ้น” โคลสันกล่าว สำหรับรัลสตัน ประสบการณ์คือสิ่งที่เกือบจะอธิบายออกมาไม่ได้ ตอนที่เขาอยู่ในความเงียบ ช่วงเวลาแห่งความสันโดษที่ทำให้นึกขอบคุณก้อนหิน, หุบเขาลึก, สิ่งมหัศจรรย์ทั้งหมดในชีวิตที่เขาได้พบตั้งแต่ช่วงเวลาที่ไม่คาดฝันนั้น ซึ่งเป็นวันแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิต “มันเป็นความเฉพาะตัวมาก” เขากล่าว “ผมเหมือนคนครึ่งเป็นครึ่งตายในจุดนั้น แต่พอผมออกมาได้ มันเป็นการเกิดใหม่ ชีวิตหนึ่งได้ผ่านพ้นไป และอีกชีวิตได้เริ่มต้นใหม่ มันเป็นเรื่องที่วิเศษมากสำหรับผมที่เราสามารถถ่ายทำภาพยนตร์ที่ Blue John Canyon ในเวลานี้ได้ ระหว่างช่วงครบรอบสัปดาห์แห่งเหตุการณ์ มันเตือนถึงจุดจบอาจเป็นการเริ่มต้นใหม่” วันที่เขาปลดปล่อยตัวเองออกมาคือจุดเริ่มต้นใหม่ของรัลสตัน ซึ่งเป็นฉากอันทรงพลังที่สุดฉากหนึ่งของภาพยนตร์ โดยสร้างขึ้นจากความจริง อารอนเกิดภาพพลอนแห่งจินตนาการถึงอนาคตที่ดูไม่มีความแน่นอน: เด็กผู้ชายคนหนึ่งอาจเป็นลูกของเขาเองที่ต้องรอเวลาเกิดในอนาคตระหว่างช่วงการสร้าง ในช่วงถ่ายทำ คำทำนายก็เกิดขึ้นจริง เมื่อลูกชายของรัลสตันคนแรกเกิดขึ้นมา พร้อมกับครอบครัวของเขาในตอนนี้ รัลสตันกล่าวว่าเขาเชื่อว่าทุกสิ่งในชีวิตของเขาเป็นผลพวงมาจากช่วงเวลาแห่งการพิจารณาอย่างเป็นพิเศษ “ผมมีการดึงดูดความสนใจขอบเขตระหว่างความเป็นกับความตาย และนี่คือการบรรลุถึงจุดสูงสุด” เขากล่าว “ในบางมุม ผมคิดว่าผมถูกลิขิตให้ไปจุดที่ไกลแสนไกล บนภูเขา แม่น้ำ หรือหุบเขาลึกบางแห่ง ในเวลาเดียวกันมันก็มีสิ่งที่เหลือกว่าทุกอย่างที่ผมเคยทำมาในชีวิต ทุกคนที่ผมรู้จัก ตอนนี้กลายเป็นทรัพยากรสำหรับผมไปแล้ว บางอย่างถูกลากเข้ามาเพื่อการอยู่รอด และเพื่อความก้าวหน้าต่อไป” รัลสตันจะอยู่ในความหวาดกลัวในสิ่งที่เขาได้พบเจอตลอดไป และมันเปลี่ยนทุกอย่างไปเช่นไร เขากล่าว “มันเป็นจุดพลิกผัน มันมีสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าวันที่ Blue John Canyon และทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากวันนั้น มันเหมือนเป็นคำอวยพรสุดวิเศษที่สุดเท่าที่ผมเคยได้รับมา” เจมส์ แฟรนโก เข้าสู่หุบเขาลึก จากจุดเริ่มต้น แดนนี่ บอยล์ รู้ว่าเขาต้องการบางอย่างที่ค่อนข้างพิเศษจากนักแสดงนำของเขา ไม่ใช่เพียงแค่การแสดง แต่รวมถึงคนบางคนที่สามารถเข้าได้ถึงสมรรถภาพทางการอย่างที่ต้องการในบทบาทของอารอน ไม่ใช่แค่นักแสดงที่สามารถทำหน้าที่ได้เกือบทุกฉากของภาพยนตร์ และต้องแสดงในพื้นที่ที่ไม่มีลมหายใจ, ภายใต้สถานการณ์ที่จิตไม่เป็นปกติ เขาต้องสามารถใช้กล้องส่องให้ถึงอารมณ์สำคัญจากภายในที่ลึกซึ้งได้ด้วย การเปิดเผยทุกอย่าง แม้แต่ความสามารถในการขยับตัว อารอนก็เหลือเพียงมุมมองดิบจริงๆ เข้ามาสู่คนที่เขาเป็น และคนที่เขาหวังจะได้เป็น เนื่องด้วยทั้งหมดนี้ บอยล์ต้องการคนที่มีความเข้าใจถึงตัวละครของอารอนในแบบตัวเอง คนที่มีความหลงใหลในป่า และชอบความกล้าหาญ แต่เป็นคนที่อยู่กับตัวเองด้วย ความต้องการคนที่มีคุณสมบัติเหล่านั้นและมีความสามารถในการแสดง เหมือนจะผสมผสานกันอย่างกลมกลืนในตัวเจมส์ แฟรนโก ผู้ที่เป็นดาราดั้งเดิมที่สุดอย่างรวดเร็วได้ยุคของเขา บทบาทที่หลากหลายของแฟนโกประกอบด้วยภาพยนตร์ เรื่อง PINEAPPLE EXPRESS รับบทแสดงเป็น เจมส์ ดีน ในภาพยนตร์ทางทีวีที่โด่งดัง เขาแสดงร่วมกับ ฌอน เพ็นน์ ที่รับบทแสดงเป็นคนแรกของฮาร์วี่ มิลค์ ในภาพยนตร์ที่ชนะรางวัลเรื่อง MILK และเมื่อไม่นานมานี้ที่รับบทเป็น อัลเลน กินส์เบิร์ก มาร์เวอริค ชาวอเมริกันในตำนาน เรื่อง HOWL ที่ชอบการผจญภัยในทิศทางของเขาเอง เมื่อไม่นานมานี้แฟรนโกยังศึกษาต่อด้าน MFA ที่ Columbia University และเขาเพิ่งได้รับ Ph.D. program ที่ Yale รัลสตันรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เลือก “ผมมีความสุขมากที่ได้รู้ว่ามีคนที่มีจังหวะความเป็นดราม่าที่เข้มข้นกำลังจะมารับบทนี้ ผมรู้ได้จากการดูเจมส์ในภาพยนตร์เรื่องอื่น เขาเข้าได้ถึงบทบาทที่เขาแสดงมาก” เขากล่าว “ผมเหมือนถูกสิงที่ได้พบเขา เราฟังวีดีโอที่ผมทำขึ้นมาเพื่อเป็นความตั้งใจและพินัยกรรมสุดท้าย ซึ่งผมคิดว่ามันจะเป็นวิธีที่ผมได้บอกลาเพื่อนๆ และครอบครัว ผมยังแสดงท่าทางต่างๆ ให้เจมส์ดูอีกรอบ เหมือนพวกการจัดท่าทางร่างกายตอนที่ผมต้องยืนเป็นเวลานาน และการสาธิตถึงวิธีที่ผมถือมีดตอนที่ตัดแขนของผมด้วย” เขาเล่าต่อว่า “การได้เห็นเจมส์ดูผมมันเป็นเรื่องสนุก เพราะผมได้เห็นสิ่งที่หมุนเวียนอยู่ในใจของเขา เมื่อเขาต้องแสดงความคิดเห็น ท้ายที่สุดแล้วแม้ว่าสิ่งที่เจมส์ทำมันเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก ผมว่ามันนำความอัศจรรย์เข้าสู่มันได้อย่างแท้จริง” แฟรนโกรู้สึกถูกลากเข้าสู่บทบาทนั้นอย่างรุนแรง ตั้งแต่วินาทีที่เขาได้ยินเรื่องโปรเจ็กต์ และมันไม่เหมือนสิ่งที่เขาเคยทำมาก่อน “เหตุผลหนึ่งที่ผมอยากเล่นบทนี้ เพราะมันมีการสร้างช่วงเวลาเฉพาะตัวขึ้นมามากมาย ช่วงเวลาเหล่านั้นทุกคนต้องมีเวลาที่อยู่คนเดียว” เขากล่าว “ผมรู้สึกว่านั่นเป็นด้านหนึ่งของผมที่ผมสามารถเข้าใจและเข้าถึงมันได้จริงๆ โดยพื้นฐานแล้วเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งที่เผชิญหน้ากับความตายของเขา และจินตนาการถึงการกลับไปมีชีวิต มันเป็นวิกฤติหนึ่งของมนุษย์ที่ผมไม่คิดว่าจะถูกตีแผ่ออกมามากในภาพยนตร์สมัยก่อน ผมยังคิดว่ามันเป็นโอกาสที่ดีมาก ที่ได้บอกเล่าเรื่องราวผ่านช่วงเวลาของการแสดงออกทางร่างกาย เหมือนเป็นช่วงเวลาที่อารอนพูดกับตัวเองเป็นส่วนตัว ตอนที่เขาพูดกับกล้องวีดีโอ มันแตกต่างจากบทบาทส่วนใหญ่มาก” เขากล่าวต่อว่า “และมันยังมีเอกลักษณ์มาก เพราะโดยส่วนใหญ่ผมไม่ต้องแสดงท่าทีร่วมกับนักแสดงคนอื่นๆ ในภาพยนตร์ ผมชอบการร่วมงานกับนักแสดงคนอื่นๆ แต่นี่เป็นสิ่งพิเศษและท้าทาย การเพ่งจุดสนใจมีความแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง เหมือนผมต้องเรียนรู้การแสดงร่วมกับพื้นที่ที่อยู่รอบตัวผม, พวกก้อนหิน, หุบเขาและกล้อง” แม้ว่าแฟรนโกได้ใช้เวลาทำความรู้จักรัลสตัน และมีการปีนเขาร่วมกับอยู่นานเพื่อดูความเป็นธรรมชาติของอารอน แต่ทั้งเขาและบอยล์ต่างไม่ต้องการพยายามเลียนแบบลักษณะพฤติกรรมของรัลสตันบนจอภาพยนตร์ “สิ่งที่แดนนี่นำมาใส่ในภาพยนตร์คือความชาญฉลาดในสถานการณ์น่าเหลือเชื่อที่อารอนได้พบ” แฟรนโกอธิบาย “เราเลยไม่ต้องการให้มันเหมือนการพยายามสร้างบุคคลเสมือนจริงขึ้นมาใหม่ แต่พยายามทำให้รู้สึกถึงประสบการณ์นี้ของมนุษย์มากกว่า” แฟรนโกยกความดีความชอบให้บอยล์ที่ช่วยเขาทำสิ่งนั้น ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ไม่ลงตัวด้วยการพาเขาไปอยู่ในที่แคบ บริเวณที่น่าอึดอัด และแปลกหูแปลกตาตลอดช่วงการถ่ายทำ เขาถูกบีบเค้นอย่างหนักในฉากที่ต้องงอตัวในหุบเขาลึก ที่เขามีแผลฟกช้ำ รอยผื่น และแผลเป็นปรากฏให้เห็นในช่วงวันที่ทำการถ่ายทำ “มันเป็นการถ่ายทำที่ต้องใช้ความพยายามทางด้านร่างกายสำหรับผม” เขาสารภาพ “แต่ก็เป็นงานสนุกที่ได้แสดง และแดนนี่ก็เป็นผู้กำกับที่น่าทึ่งคนหนึ่ง เขามีความกระตือรือร้นและมีความตื่นตัวมาก แต่เขาก็ได้ในสิ่งที่เขาต้องการตลอด” การพูดกับกล้องวีดีโอโดยตรง ในส่วนที่เป็นบทภาพยนตร์ปกติก็เป็นสิ่งที่แฟรนโกต้องห่อหุ้มความคิดของเขาให้เข้าถึงบท “มันเหมือนการพูดถึงผลงานของเช็คสเปียร์ขึ้นมากับตัวเองแบบสมัยก่อนที่เราพูดต่อหน้าผู้ชม” เขากล่าว “มันเป็นเรื่องที่ไม่ปกติสำหรับภาพยนตร์” มันเป็นมุมมองที่แหวกแนวของบอยล์สำหรับภาพยนตร์ ที่สร้างความเร้าใจให้แฟรนโกได้ แม้แต่ช่วงการถ่ายทำที่ทำให้เขาต้องตัวสั่น และไร้การเคลื่อนไหวอย่างทุกข์ทรมาน ในหุบเขาลึกที่เหน็บหนาวทั้งกลางวันและกลางคืน “ผมรักการที่แดนนี่สามารถเข้าถึงมันได้แตกต่างจากผู้สร้างภาพยนตร์คนอื่นอย่างสิ้นเชิง เพื่อสร้างฉากภาพยนตร์ในธรรมชาติ แทนการเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ตามธรรมชาติ เขาสร้างอารมณ์และจังหวะให้เข้าสมัยได้อย่างยอดเยี่ยม” แฟรนโกกล่าวเสริม การลงให้ลึกถึงบทบาทมากขึ้น แฟรนโกต้องออกกำลังกายที่ยิมสอนการไต่เขา และลดหุ่นให้ดูเพรียวและมีสรีระที่สามารถต้านสภาวะภายนอกเหมือนรัลสตัน เขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับนักไต่เขาและนักผจญภัย และเขายังสำรวจลึกเข้าไปในตัวเอง เพื่อถามว่าจริงๆ แล้วเขาจะทำแบบที่อารอนทำเพื่อเอาชีวิตรอดได้หรือไม่ “ผมคิดถึงว่าสภาวะแวดล้อมนั้นมันมีความร้ายแรงขนาดไหน มันเป็นช่วงเวลาของความเป็นความตาย” แฟรนโกกล่าว “ผมเป็นคนค่อนข้างตกใจกลัวเลือด แม้แต่ในที่ทำงานของแพทย์ แต่ในสถานกาณณ์นั้นผมผ่านพ้นมันมาได้ ผมคิดว่าผมจะลองทำบางอย่างที่ผมไม่สามารถมัวแต่นั่งอยู่ตรงนั้น” เขากล่าวต่อ “ตัวละครนี้ต้องเผชิญหน้ากับความตายจริงๆ และสำหรับบางประเด็น อารอนต้องยอมรับว่าการเสี่ยงเพื่อแลกอิสรภาพ อาจทำให้เขาเสียชีวิตได้ และสำหรับผม เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับอะไรหลายอย่าง การดูการแก้ไขปัญหาของคนเวลาที่อยู่คนเดียว, อยู่กับความกลัว, อยู่กับความเจ็บปวด และมันจับให้เขาเข้าสู่ประเด็นในสิ่งที่จำเป็นต่อการมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร” ผู้สร้างภาพยนตร์ดูแฟรนโกแสดงลึกลงมากขึ้นๆ เข้าไปในสถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ด้วยตัวเอง จากนั้นก็ออกมาอีกด้านหนึ่ง “ผมว่าเจมส์ประสบความสำเร็จในภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งมันมีความสำคัญเท่าๆ กับสิ่งที่แดนนี่ได้ทำ เหมือนเป็นการแสดงร่วมกัน” คริสเตียน โคลสัน แสดงความเห็น “แฟรนโกเข้าถึงตัวละครได้อย่างเต็มที่ และเป็นการแสดงที่มีเอกลักษณ์และน่าประหลาดมาก” ถึงอย่างไรแล้วความเป็นจริงที่ภาพยนตร์มุ่งความสนใจอย่างมุ่งมั่นไปที่เจมส์ แฟรนโก ผู้รับบทเป็นอารอน รัลสตัน การค้นหานักแสดงที่มีความเข้มแข็งเพื่อมาเติมเต็มในบทนักแสดงสมทบของภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญพอๆ กันสำหรับผู้สร้างภาพยนตร์ “เวลาที่เรามีตัวละครสมทบเพียง 2-3 คน การมอบความรู้สึกที่เราสร้างขึ้นในตัวพวกเขาจะยิ่งสูงขึ้น และเรารู้ถึงเรื่องนั้นเป็นอย่างดี” โคลสันกล่าว “และผมรักที่แอมเบอร์ แทมบลิน และ เคต มาร่า ผู้มารับบทเป็นสองสาวที่อารอนพบในช่วงเริ่มปีนเขา ที่ดูสนุกสนานและเปล่งประกายในการแสดงของพวกเธอเป็นอย่างยิ่ง แม้จะดูเหมือนช่วงเวลาของพวกเธอกับอารอนผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ในมุมกลับกันก็มีส่วนสำคัญอย่างมากมาย เพราะพวกเธอกลายเป็นความทรงจำสุดท้ายของเขาที่มีการสื่อสารกับมนุษย์, มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน และมีความรู้สึกว่ายังมีชีวิตอยู่อย่างสมบูรณ์” แม้ว่าเธอกับเคต มาร่า เป็นส่วนของความสนุกสนาน, ความผ่อนคลายอย่างตลกขบขันก่อนมีคลื่นพายุ แทมบลินกล่าวถึงประสบการณ์การถ่ายทำภาพยนตร์ว่าเป็น “ความแข็งแรงเหมือนนักกีฬาอันน่าประหลาด มีการปีนเขา วิ่ง และเหงื่อออกเยอะมาก” แต่เธอกล่าวอีกว่า “มันเป็นเหตุการณ์สำคัญของชีวิตของฉันที่ได้ร่วมงานกับผู้สร้างภาพยนตร์ผู้ชำนาญในบริเวณที่งดงามของประเทศ เคตกับฉันต้องสร้างบรรยากาศที่นุ่มนวล, สนุกสนาน, ง่ายๆ สบายๆ ในช่วงเริ่มของภาพยนตร์ บางอย่างที่รู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติ แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าจดใจมากพอที่จะกลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอารอนในภายหลังอย่างแท้จริง มันน่าตื่นเต้น” ผู้ที่แสดงเป็นพ่อแม่ของอารอนคือ ทรีต วิลเลียมส์ และ เคต เบอร์ตัน และน้องสาวของเขาที่รับบทแสดงโดย ลิซซี่ เคเพลน สำหรับการรับบทบาทของแฟนสาวอารอน หญิงสาวที่เขาปฏิเสธจะเปิดตัวในการต่อสู้เพื่อชีวิตของเขาในหุบเขาลึก ผู้สร้างภาพยนตร์เลือกนักแสดงหญิงดาวรุ่งชาวฝรั่งเศส เคลเมนซ์ โพซี่ ที่รู้จักเป็นอย่างดีในบทบาทของ เฟลอร์ เดอลาคูร์ ในภาพยนตร์ซีรีส์เรื่อง HARRY POTTER “หลายฉากร่วมกับครอบครัวและเพื่อนๆ ของอารอนปรากฏออกมาอย่างงดงาม” โคลสันกล่าว “พวกเขาแสดงความโศกเศร้าจนทำให้เรารู้สึกถึงความต้องการให้อารอนกลับมายังโลก และกลับมาหาคนที่เขารัก” มุมมองที่ชัดเจนและความคิดด้านภาพ เรื่องราวเหนือธรรมชาติอย่างขีดสุดของการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง 127 HOURS หมายถึงแดนนี่ บอยล์ และทีมงานของเขาต้องคิดออกนอกกรอบความสร้างสรรค์ของผู้สร้างภาพยนตร์ส่วนใหญ่ สำหรับบอยล์แล้ว ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับคำเดียว - แรงกระตุ้น พลังแห่งการขับเคลื่อนของเขาคือสิ่งที่จะทำให้จอภาพยนตร์ในทุกนาทีเต็มไปด้วยทั้งการเคลื่อนไหวและอารมณ์ความรู้สึกตลอดเวลา ไม่สำคัญว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงภายนอกเล็กน้อยข้ามวันข้ามคืนของช่วงการเดินทางของอารอนแค่ไหน ในช่วงเริ่มของภาพยนตร์ บอยล์จัดความเร็วขั้นสูง, ระดับความตื่นตัวขั้นสูงของภาพยนตร์ โดยการติดตามการเคลื่อนไหวนอกบ้านในการผจญภัยของอารอน, ในด้านที่เขามักทำอยู่บ่อยๆ เขาบินผ่านทะเลทรายอย่างสนุกสนานด้วยจักรยานเสือภูเขาของเขา, ปีนป่ายข้ามก้อนหินสีแดงและสีทองพร้อมกับสองสาวที่เขาพบขณะปีนเขา และปลดปล่อยอารมณ์กระโดดลงไปในบ่อน้ำสีฟ้าอันบริสุทธิ์ จากนั้นโลกของอารอนก็หยุดนิ่ง และการเคลื่อนไหวทุกอย่างเกิดขึ้นภายในความคิดของเขาตอนนี้ ขณะที่เหตุการณ์ต่างๆ ปรากฏขึ้นอย่างกระทันหัน ขณะที่เขาติดกับอยู่ ซึ่งประกอบด้วยพายุฝนที่กลับส่งเสียงคำรามเป็นน้ำท่วมในชั่วพริบตา มุมมองของอารอนถูกจำกัดลงอย่างรวดเร็วจากสิ่งที่เขาเห็นภายในหุบเขาลึก — ท้องฟ้าเพียงเล็กน้อย, แสงอาทิตย์เบาบาง, นกประหลาด, ร่างกายที่สึกหลอของเขาเอง . . . และทุกอย่างที่แล่นอยู่ในหัวของเขา สำหรับบอยล์แล้ว การบรรยายให้เห็นภาพที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์เริ่มขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่การติดกับของอารอนเป็นบททดสอบจินตนาการของเขาอย่างหนึ่ง เขารู้สึกว่าการแก้ปัญหาน่าจะอยู่ที่การผสมผสานความสร้างสรรค์ของเทคนิคด้านกล้องต่างๆ — รวมไปถึงการตัดสลับ, พร้อมทั้งการแสดงภาพเหตุการณ์ทั้งสามในเวลาเดียวกัน และการสับเปลี่ยนฟิล์มดิบหลายอย่างที่เขาเขียนลงไปในบทภาพยนตร์ แต่การใส่มุมมองอันยิ่งใหญ่ที่เป็นไปได้สำหรับตัวเขา เขาทำสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เขาจ้างตากล้องคนสำคัญถึงสองคนมาช่วยกันถ่ายภาพยนตร์ “เราตัดสินใจใช้ตากล้องถึงสองคน นั่นคือ แอนโธนี่ ดอด แมนเทิล ผู้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง SLUMDOG MILLIONAIRE และ เอ็นริเก้ เชดิแอ็ค ผู้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง 28 WEEKS LATER เพราะเราต้องจัดการกับหลายสิ่งหลายอย่าง และในด้านความรู้สึกของกล้องแล้ว สร้างขึ้นมาเพื่อความเป็นจริงว่า มีเพียงตัวละคร 2-3 คนในภาพยนตร์” บอยล์อธิบาย เขากล่าวต่อว่า “แอนโธนี่และเอ็นริเก้ต่างมีลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจมากในแบบของเขา พร้อมกับสไตล์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เอ็นริเก้มีความรู้สึกถึงสไตล์แบบชาวอเมริกาใต้มากๆ ส่วนแอนโธนี่ก็มีสไตล์ที่เป็นชาวยุโรปทางตอนเหนือมากกว่า สิ่งที่เราทำคือการให้กล้องแต่ละคนจำนวน 3 ชุด มีกล้องแบบโบราณ, กล้องดิจิตอลและกล้องสำหรับภาพนิ่ง ทำให้เรามีฟุตในการทำงานที่หลากหลาย พวกเขาทั้งคู่ถ่ายทำได้อย่างสวยงาม, ภาพดูเข้มข้น มันจึงมีความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เป็นความรู้สึกที่อารอนกำลังอยู่ในการเดินทางอันยิ่งใหญ่ แม้จะไม่มีการเคลื่อนไหวได้เกินกว่า 2-3 นิ้วก็ตาม” การทำงานร่วมกับสองตากล้องคนสำคัญทำให้เห็นความท้าทายด้านการคำนวณเป็นพิเศษ แต่โคลสันกล่าวว่ามันเป็นโอกาสเช่นกัน “มันน่าตื่นเต้นที่มันไม่เคยมีการทำมาก่อน แดนนี่พัฒนาไอเดียตั้งแต่กระบวนการในช่วงแรก และเราได้พูดคุยถึงมันกันอย่างรวดเร็ว” เขากล่าว ข้อดีที่เราพบมีมากมาย มันทำให้เราบีบตารางการถ่ายทำภาพยนตร์ ในเวลาเดียวกันก็เป็นการควบคุมและบ่มปริมาณที่มากกว่าของพลังแห่งความสร้างสรรค์ ความสามารถในการลดเวลาการถ่ายทำยังหมายถึงว่ายังมีความกระชุ่มกระชวยอยู่ในการแสดงของเจมส์อีกมาก ทุกคนรู้สึกสดชื่นอยู่เป็นประจำ เพราะผู้กำกับภาพที่แตกต่างจะเข้ามาและมีวิธีจับภาพประสบการณ์ใหม่ๆ ตลอดเวลา” แมนเทิลและเชดิแอ็คกล่าวว่า พวกเขาไม่เคยรู้สึกถึงการแก่งแย่งชิงดีกันเลย แต่เหมือนเป็นการทำงานร่วมกันมากกว่า “เราทั้งคู่รับความรู้สึกได้ไวและมีความอ่อนไหวมากเหมือนศิลปิน แต่เราก็แตกต่างกันมาก” แมนเทิลกล่าว “เรามองเห็นอย่างแตกต่าง แต่มีความเหมือนกันอยู่มาก ในช่วงเริ่มต้นเราไม่รู้จักกัน เราจึงต้องมีช่วงเวลาสานสัมพันธ์กัน เมื่อเราเริ่มการถ่ายทำภาพยนตร์ เราทำงานอย่างเป็นอิสระ แต่ก็ขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ของแต่ละบุคคลอย่างเต็มที่ด้วย” “มันค่อยๆ พัฒนาอย่างมีสีสันในแบบที่ผมสร้างผลงานของตัวเอง และแบบที่เขาสร้างผลงานในแบบของเขา แต่มันผสมกลมกลืนทั้งหมดเข้าด้วยกันเพราะเรามีความรู้สึกที่คล้ายกันมาก” เชดีแอ็คกล่าว ทั้งคู่มีความสุขกับแนวคิดของการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ลบเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างผู้ชมกับจอภาพยนตร์ในช่วงเวลา 2 ชั่วโมงออกไปได้ “เราทำงานด้วยส่วนประกอบเหล่านี้ ทั้งอารมณ์, สีสัน, การเคลื่อนไหวกล้อง และความเหมาะสมใดๆ ที่พวกเราสามารถนำมาสร้างในจินตนาการ ความทรงจำ และแนวคิดของผู้ชายคนหนึ่งได้” แมนเทิลอธิบาย “แดนนี่ต้องการให้พวกเราลากผู้ชมเข้าสู่หุบเขาลึกและเข้าสู่ความคิดของอารอนได้อย่างสมบูรณ์แบบ และใช้กล้องของพวกเราเพื่อพาร่างกายผู้ชมเข้าให้ถึงจิตใจและอารมณ์ เราต้องเดินตามสัญชาตญาณของเราจริงๆ เพื่อทำให้กล้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณของอารอน เราต้องคิดนอกกรอบและแสงไฟ เพราะด้านเทคนิคในภาพยนตร์เรื่องนี้ลึกซึ้งกว่านั้นมาก” “เราทำงานกันด้วยภาษาภาพใหม่ทั้งหมดว่า ภาพทั้งสามมีความเกี่ยวข้องกันและกันอย่างไร” แมนเทิลคิดว่า “มันเป็นเหมือนของขวัญที่ได้ทำอะไรแบบนั้น” บอยล์กล่าวเสริมว่า “มันเป็นวิธีที่น่าสนใจสำหรับการจับรายละเอียดและความเหมือนในวันต่างๆ ของอารอน โดยที่ผู้ชมไม่ต้องอยู่ตลอด 127 ชั่วโมงจริงๆ มันยังทำให้เราสะท้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในหุบเขาลึกและภาพสะท้อนของอารอนได้ในเวลาเดียวกัน” โคลสันกล่าวเสริมว่า “แดนนี่กับเหล่าตากล้องมาพร้อมกับการสื่อสารที่เห็นได้ ในแบบของพวกเขาเพื่อรักษาจังหวะ พลัง และความลื่นไหลของภาพ แม้แต่การเล่าเรื่องย้อนในอดีตก็ไม่เป็นไปตามแบบแผน เพราะความทรงจำของอารอนเรียงเข้ามาอย่างถูกต้องภายในหุบเขาลึกแบบที่พวกเขาทำขึ้นมาจริงๆ เพื่อเขา” การเข้าถึงทิวทิศน์อันเป็นเอกลักษณ์ของทางตะวันตกในภาพยนตร์ เป็นสิ่งที่ถูกคิดขึ้นมาใหม่โดยบอยล์และเหล่าตากล้อง “ทิวทัศน์ตรงนั้นถูกถ่ายทำเป็นร้อยครั้งในแบบตะวันตกที่มีความคลาสสิค แต่เราต้องการมองสิ่งเหล่านั้นในรูปแบบใหม่” แมนเทิลกล่าว “สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เป็นแค่ฉากหลัง แต่ยังเป็นอารมณ์แห่งทิวทัศน์ที่ถ่ายทำในรูปแบบที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก พวกมันดูสวยแต่มีความโหดร้าย” “สิ่งที่เราทำในหุบเขาลึกคือการสร้างอารมณ์ทางจิตวิทยาที่อยู่รายล้อมอารอนพร้อมด้วยฉากหลังที่เป็นหุบเขาลึก” เชดีแอ็คกล่าว “แต่มันคือหุบเขาลึก— แสงวูบวาบในกล้อง, ความอึดอัดใจ, ดวงอทิตย์, ความร้อน, ฝุ่นละออง — มันถูกรวมกันไว้เพื่อสร้างสภาพจิตของบุคคลนี้ที่อาจจะเสียชีวิตลง” มันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนที่ถ่ายทำแยกส่วนของภาพยนตร์ ให้มีความถูกต้องกับจุดที่ชะตากรรมของอารอนพลิกผันที่ Blue John Canyon: ความคับแคบที่มีทางลงดิ่งชัน การระบายหินทรายใน Canyonlands National Park อย่างที่รู้จักกันโดยหลัก ณ วันนี้ โดยนักปีนเขาผจญภัย, นักไต่เขาและผู้ชอบไต่เขาแคบๆ สถานที่ของ Blue John อยู่ห่างไกลมากจนเฮลิคอปเตอร์ต้องคอยรับส่งนักแสดง, ทีมงานและอุปกรณ์ของผู้สร้างภาพยนตร์ไปๆ มาๆ และการสร้างต้องหลับนอนอยู่ในแคมป์กลางป่าช่วงกลางคืน นอกจากนั้นสำหรับการถ่ายทำในสถานที่จริงของ Blue John Canyon ผู้ออกแบบฉากและเครื่องแต่งกาย สุตติรัต ลาร์ลาร์บ (SLUMDOG MILLIONAIRE) ได้สร้างช่องแคบกว้างขนาด 3 ฟุตที่รัลสตันต้องติดกับขึ้นมาใหม่ในฉาก ซึ่งทำให้ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ยอดเยี่ยม และปลอดภัยสำหรับการถ่ายทำตลอดช่วงเวลาที่ยืดขยายออกไป เพื่อทำให้การออกแบบมีความถูกต้องอย่างสมบูรณ์แบบ ทีมงานวาดแผนที่ทุกโครงร่างตามลักษณะทั่วไปของเมือง และสร้างกำแพงแกะสลักของหุบเขาลึกขึ้นมา รวมถึงหินขนาด 800 ปอนด์ที่ทำให้อารอนต้องสูญเสียอิสรภาพไปกับขนาด ทุกองค์ประกอบของภาพยนตร์จากตากล้องและการออกแบบ เพื่อเข้าถึงดนตรีประกอบที่ยอดเยี่ยมที่สรรหามาจากทุกสารทิศของ เอ.อาร์. ราห์มัน (SLUMDOG MILLIONAIRE) และการแสดงอย่างละเอียดอ่อนของเจมส์ แฟรนโก ได้หมุนไปในทิศทางเดียวกับช่วงเวลาสำคัญของการเอาตัวรอดอย่างไม่น่าเชื่อของอารอน สิ่งที่เริ่มเป็นช่วงเวลาแห่งความช็อคอย่างเห็นได้ชัดคือการปลดปล่อยอิสรภาพอย่างตื่นเต้น เมื่ออารอนหันเหออกจากสถานที่ที่น่าจะเป็นสถานที่พักแห่งสุดท้ายกลายเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ “ภาพยนตร์สร้างขึ้นเพื่ออารมณ์ความรู้สึกพิเศษที่ปลดปล่อยออกมา รวมถึงพลังแห่งช่วงเวลานั้น” โคลสันกล่าว “หลังจากที่ได้อยู่กับอารอนในช่วงที่เขาติดกับอยู่ ซึ่งดูโหดร้ายและสมจริงมาก เราได้รับความรู้สึกที่น่าประหลาดทั้งการหลบหนีความตายและการกลับมาร่วมโลกอีกครั้ง ผมว่ามันกลับเป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้มีฉากแอ็คชั่นที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่ยังมีความงดงามอย่างยิ่งใหญ่ด้วย” เกี่ยวกับนักแสดง เจมส์ แฟรนโก (อารอน รัลสตัน) มีการเปลี่ยนแปลงจากบทแสดงในของภาพยนตร์แนวอัตชีวประวัติของทาง TNT เรื่อง “James Dean” ที่ทำให้เขาได้รับคำวิจารณ์ด้านการแสดง เช่นเดียวกับการได้รับรางวัล Golden Globe สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเพื่อโทรทัศน์ เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลEmmy และ Screen Actors Guild Award สำหรับการแสดงที่โดดเด่นนี้ การแสดงของเขาร่วมกับฌอน เพ็นน์ ในภาพยนตร์ของกัส แวง แซงต์ เรื่อง MILK ทำให้เขาได้รับรางวัล Independent Spirit Award สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม และเขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe สำหรับบทบาทของเขาในภาพยนตร์แนวคอมเมดี้ ผลงานของเดวิด กอร์ดอน กรีน เรื่อง PINEAPPLE EXPRESS ที่เขาแสดงร่วมกับเซธ โรเก็น เขายังเป็นที่รู้จักด้วยการแสดงในบทบาทของ แฮร์รี่ ออสเบิร์น ในภาพยนตร์ไตรภาคผลานของ แซม ไรมี่ เรื่อง SPIDER-MAN เมื่อไม่นานมานี้แฟรนโกปรากฏตัวให้เห็นในภาพยนตร์ผลงานของไรอัน เมอร์ฟี่ เรื่อง EAT, PRAY, LOVE ที่แสดงร่วมกับจูเลีย โรเบิร์ตส และเป็นส่วนหนึ่งของเหล่านักแสดงทั้งหมด ในภาพยนตร์คอมเมดี้ผลงานของ ชอว์น เลวี่ เรื่อง DATE NIGHT ต่อมาเขาแสดงในบทบาทของกวีผู้มีชื่อเสียง อัลเลน กินส์เบิร์ก ในภาพยนตร์ผลงานของร็อบ เอ็พสทีน และ เจฟฟรีย์ ฟรีดแมน เรื่อง HOWL ปีหน้าเขาจะแสดงภาพยนตร์ร่วมกับแดนนี่ แม็คไบรด์ และ นาตาลี พอร์ตแมน ในภาพยนตร์คอมเมดี้ผลงานของเดวิด กอร์ดอน กรีนส เรื่อง YOUR HIGHNESS เช่นเดียวกับเรื่อง CAESAR: RISE OF THE APES ภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่ได้อิงมาจากภาพยนตร์แฟรนไชส์ เรื่อง Planet Of The Apes ผลงานที่มีชื่อเสียงของแฟรนโก ยังประกอบด้วยภาพยนตร์ของจอร์จ ซี. วูล์ฟ เรื่อง NIGHTS IN RODANTHE; ภาพยนตร์ของพอล แฮ็กกิส เรื่อง IN THE VALLEY OF ELAH; ภาพยนตร์ของคาเร็น มอนครีฟ ที่เป็นการรวมตัวกันของเหล่านักแสดงดราม่า เรื่อง THE DEAD GIRL; ภาพยนตร์แนวดราม่าของทอมมี่ โอ’เฮเวอร์ เรื่อง AN AMERICAN CRIME; ภาพยนตร์ของจอห์น ดาห์ล เรื่อง THE GREAT RAID; ภาพยนตร์ของโรเบิรืต อัลต์แมน เรื่อง THE COMPANY; เช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่อง CITY BY THE SEA ที่แสดงร่วมกับโรเบิร์ต เดอนีโร และอำนวยการสร้างโดย มาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง DEUCES WILD ผลงานทางทีวี เขาแสดงในซีรีส์ที่ได้รับคำชมเชยจากเหล่านักวิจารณ์ เรื่อง FREAKS AND GEEKS เขาเขียน, กำกับและแสดงในภาพยนตร์ เรื่อง GOOD TIME MAX และ THE APE ภาพยนตร์เรื่อง HERBERT WHITE เป็นภาพยนตร์สั้นที่เขาเขียนและกำกับ นำแสดงโดยไมเคิล แชนนอน มีการเปิดตัวที่งาน Sundance Film Festival ในปี 2010 ภาพยนตร์เรื่อง THE FEAST OF THE STEPHEN มีการเขียนและกำกับภาพยนตร์ขึ้นโดยแฟรนโก มีการฉายรอบปฐมทัศน์และคว้ารางวัล TEDDY ที่งาน Berlin Film Festival นอกจากนั้นแฟรนโกยังกำกับเรื่อง SATURDAY NIGHT ภาพยนตร์แนวสารคดี ซึ่งเป็นผลงานการถ่ายทำ 1 สัปดห์ของฉาก “Saturday Night Live” ที่มีการฉายรอบปบมทัศน์ในปีนี้ที่งาน SXSW และจะเปิดตัวในโรงภาพยนตร์เดือนกุมภาพันธ์ 2011 ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขา เขาทำหน้าที่เขียนและกำกับเรื่อง THE CLERKS TALE มีการฉายรอบปฐมทัศน์ที่งาน Cannes ในเดือนพฤษภาคม แฟรนโกวางแผนจะกำกับภาพยนตร์อีกสองเรื่องในปีหน้า เรื่องแรกเป็นการดัดแปลงของคาร์ล บูโควสกี เรื่อง HAM ON RYE และภาพยนตร์อัตชีวประวัติของกวี ฮาร์ต เครน ที่มีชื่อเรียกว่า THE BROKEN TOWER ศิลปินคนหนึ่งที่มีความชำนาญและยอดเยี่ยมตั้งแต่ช่วงอายุยังน้อย แอมเบอร์ แทมบลิน (มีแกน) มอบฝีมือการแสดงที่โดดเด่นให้กับทุกตัวละครในหลายแง่มุม เธอนำความสดใสมาสู่ภาพยนตร์และผลงานทางทีวี และสถานที่อันกล้าหาญอันอบอุ่นที่เธอพาผู้อ่านไปในฐานะของผู้ประพันธ์ แอมเบอร์จะปรากฏตัวให้เห็นในฤดูใบไม้ร่วงนี้ ในซีรีส์ที่ได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์และมีการฉายอย่างยาวนาน เรื่อง HOUSE เธอจะแสดงเป็นนักเรียนแพทย์ที่ฉลาดมาก ซึ่งเป็นตัวละครของฮิวจ์ ลอว์รี่ ในภาพยนตร์เรื่อง "Dr. Gregory House" ที่เป็นการรวมตัวทีมนักวิฉัยโรคของเขากันใหม่ แต่ถึงอย่างไรความเป็นจริงคือเธอไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนพอที่จะรักษาผู้ป่วยได้ ภาพยนตร์เรื่อง HOUSE ฤดูกาลที่ 7 จะฉายครั้งแรกในวันจันทร์ที่ 20 กันยายน เวลาสองทุ่ม ในด้านภาพยนตร์ แอมเบอร์เพิ่งเสร็จสิ้นการถ่ายทำภาพยนตร์ของฮอร์ตัน ฟูต เรื่อง MAIN STREET ที่เธอแสดงร่วมกับออร์ลันโด บลูม ล่าสุดแอมเบอร์แสดงในภาพยนตร์ที่นำมาสร้างใหม่ในยุคปัจจุบัน จากภาพยนตร์คลาสสิคนัวร์ในปี 1956 เรื่อง BEYOND A REASONABLE DOUBT นำแสดงโดย ไมเคิล ดักลาส ก่อนหน้านี้เธอปรากฏตัวให้เห็นในภาพยนตร์แนวคอมเมดี้ของ Warner Bros. เรื่อง SPRING BREAKDOWN ที่มีการฉายรอบปฐมทัศน์ในปี 2009 ที่งาน Sundance Film Festival และร่วมแสดงกับ พาร์คเกอร์ โพซี่, เอมี่ โพห์เลฮณ์ และ ราเชล แดรตช์ ในช่วงซัมเมอร์ 2008 แอมเบอร์กลับมาแสดงบทบาทของเธอที่ชื่อทิบบี้ จากภาพยนตร์เมื่อปี 2005 เรื่อง SISTERHOOD OF THE TRAVELING PANTS ในภาพยนตร์ของ Warner Bros. เรื่อง SISTERHOOD OF THE TRAVELING PANTS 2 แอมเบอร์ยังแสดงในภาพยนตร์ของ Regent Films เรื่อง STEPHANIE DALEY ที่เธอได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์อย่างล้นหลาม และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Independent Spirit Best Supporting Female Actress ในปี 2007 ภาพยนตร์มีการเปิดตัวในปี 2006 ที่งาน Sundance Film Festival (Waldo Salt Screenwriting Award) ที่ได้รับคำชมอย่างมาก ภาพยนตร์เดินหน้าต่อมาจนถึงปี 2006 ที่งาน Locarno International Film Festival (ได้รับรางวัล Golden Bronze Leopard Best Actress Award สำหรับแอมเบอร์) และที่งาน Milan International Film Festival ในปี 2006 (Best Director Award) ภาพยนตร์เขียนและกำกับโดยฮิลารี่ โบรเกอร์ โดยมีแอมเบอร์รับบทแสดงนำ ร่วมกับทิลด้า สวินตัน ภาพยนตร์เรื่อง STEPHANIE DALEY บอกเล่าเรื่องราวของเด็กหญิงวัย 16 ปีถูกกล่าวหาว่าปกปิดการตั้งท้องของเธอและฆ่าทารกในครรภ์ แอมเบอร์ยังแสดงในภาพยนตร์เรื่อง THE RUSSELL GIRL ร่วมกับนักแสดงหญิงเจ้าของรางวัล Tony award? อย่างเจนนิเฟอร์ อีล ที่เธอได้รับคำชมมากมาย ผลงานอื่นที่มีชื่อเสียงประกอบด้วย ภาพยนตร์ของกอร์ เวอร์บินสกี เรื่อง THE RING, ภาพยนตร์ของทากาชิ ชิมิสุ เรื่อง THE GRUDGE 2 และภาพยนตร์ของวิม เว็นเดอร์ เรื่อง 10 MINUTES OLDER แอมเบอร์เริ่มเส้นทางอาชีพด้านการแสดงจากภาพยนตร์ เรื่อง GENERAL HOSPITAL ตอนอายุ 11 ปีที่เธอได้รับรางวัล Hollywood Reporter Young Star Award สาขานักแสดงหญิงยอดเยี่ยม ในซีรีส์ช่วงกลางวัน 2 ปีติดต่อกัน แอมเบอร์รู้จักเป็นอย่างดีจากตัวละครในภาพยนตร์ 2 ฤดูกาลที่ไม่อาจลืมเลือนได้ ในภาพยนตร์เรื่อง "Joan of Arcadia" ภาพยนตร์ครอบครัวแนวดราม่าที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงทาง CBS ที่ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Emmy ในปี 2004 สาขานักแสดงนำหญิงที่มีความโดดเด่นในซีรีส์แนวดราม่า เช่นเดียวกับการได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลซีรีส์แนวดราม่าที่มีความโดดเด่นสำหรับการแสดง ซีรีส์ในฤดูกาลแรกทำให้แอมเบอร์ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe ในปี 2003 สาขานักแสดงนำหญิงภาพยนตร์แนวดราม่ายอดเยี่ยม ในซีรีส์แนวดราม่าและคว้ารางวัล People's Choice award ในปี 2003 สาขาซีรีส์เรื่องใหม่ยอดเยี่ยม ผลงานทางทีวีเธอปรากฏให้เห็นล่าสุดในบทนักแสดงนำ ในภาพยนตร์ของ ABC เรื่อง "The Unusuals" ที่แอมเบอร์มีความโดดเด่นในบทนักสืบคาซี่ เชรเกอร์ ตำรวจผู้มีความฉลาดที่เป็นแกะดำของครอบครัวที่แสนมั่งคั่งของเธอ ในฐานะของนักเขียนที่ได้รับการชมเชย เมื่อไม่นานมานี้แอมเบอร์ตีพิมพ์หนังสือบทกลอนของเธอเป็นครั้งที่สองที่มีชื่อว่า “Bang Ditto” ผ่านสำนักพิมพ์ Manic D. Press ตอนอายุ 14 และ 17 ปี แอมเบอร์ตีพิมพ์หนังสือเล่มเล็กๆ เอง 2 ชุด ซึ่งเป็นหนังสือบทกวี, ศิลปะและภาพถ่ายที่มีชื่อว่า "Plenty Of Ships" และ "Of The Dawn" ในปี 2006 แอมเบอร์ทำสัญญาร่วมกับสำนักพิมพ์ Simon&Schuster เพื่อจำหน่ายหนังสือความยาวเต็มรูปแบบของบทกวีครั้งแรกที่มีชื่อว่า "Free Stallion” ที่คว้ารางวัล Borders Book Choice Award ในปี 2006 สาขางานเขียนที่โดดเด่น ผลงานของเธอยังถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับและนิตยสารประจำชาติ นอกจากแอมเบอร์ยังร่วมก่อตั้ง The Drums Inside Your Chest ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีการแสดงสองครั้งต่อปี นักแสดงที่มีการแสดงที่โดดเด่นบางคนในประเทศ และยังร่วมก่อตั้งองค์กรไม่แสวงกำไรที่มีชื่อว่า Write Now Poetry Society ที่เพิ่มกองทุนให้กับโครงการเกี่ยวกับบทกวี เมื่อไม่นานมานี้เธอร่วมงานในภาพยนตร์สารคดีที่มีชื่อว่า "The Drums Inside Your Chest” ภาพยนตร์คอนเสิร์ตการแสดงบทกวีของนักเขียนชาวอเมริกันที่อายุน้อยที่คว้ารางวัล ที่จับทุกอารมณ์, เรื่องนินทา, เพลงและเพลิง (รวมถึงแอมเบอร์) ระหว่างการแสดงพิเศษที่ลอส แองเจลิส แอมเบอร์เกิดและโตขึ้นที่ลอส แองเจลิส และปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองนิวยอร์ค เคต มาร่า (คริสตี้) เกิดและโตขึ้นที่เบดฟอร์ด, นิวยอร์ค และเริ่มการแสดงตอนอายุ 14 ในโปรเจ็กต์ของโรงภาพยนตร์ท้องถิ่น ตอนอายุ 15 ปีเคตย้ายจากการแสดงเวทีมาสู่ภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอ เรื่อง RANDOM HEARTS (ผู้กำกับ ซิดนีย์ โพลแล็ค) จากนั้นเธอร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง TADPOLE ผลงานของแกรี่ วินิค ในผลงานภาพยนตร์ที่กล่าวถึงการพัฒนาแห่งวัย บทบาทต่างๆ ที่ผ่านมาประกอบด้วยภาพยนตร์เรื่อง BROKEBACK MOUNTAIN (ผู้กำกับ ออง ลี) ที่แสดงเป็นลูกสาวของฮีธ เล็ดเกอร์; ภาพยนตร์เรื่อง TRANSSIBERIAN ร่วมกับ เซอร์ เบ็น คิงส์ลีย์ และ วูดดี้ ฮาร์เรลสัน (ผู้กำกับ แบรด แอนเดอร์สัน); ภาพยนตร์เรื่อง WE ARE MARSHALL ร่วมกับแมทธิว แม็คคอนอฮี และ แม็ทธิว ฟ็อกซ์ (ผู้กำกับ แม็คจี); ภาพยนตร์เรื่อง SHOOTER ร่วมกับมาร์ค วาล์หเบิร์ก (ผู้กำกับ แอนทวน ฟูควา); ภาพยนตร์เรื่อง STONE OF DESTINY ร่วมกับชาร์ลี ค็อกซ์ (ผู้กำกับ ชาร์ลส มาร์ติน สมิธ) และภาพยนตร์เรื่อง THE OPEN ROAD ร่วมกับจัสติน ทิมเบอร์เลค และ เจฟ บริดจ์ส (ผู้กำกับ ไมเคิล เมเรดิธ) ในปี 2009 เคตถ่ายภาพยนตร์เรื่อง HAPPYTHANKYOUMOREPLEASE ร่วมกับ จอช แรดเนอร์ และ มาลิน เอเคอร์แมน (ผู้กำกับ จอช แรดเนอร์), ภาพยนตร์เรื่อง PEEP WORLD ร่วมกับไมเคิล ซี. ฮอล, ซาร่า ซิลเวอร์แมน, เบ็น สจ๊วตซ์ และ เรนน์ วิลสัน (ผู้กำกับ แบร์รี่ บลอสไตน์), ภาพยนตร์เรื่อง Iron Man 2 ร่วมกับโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (ผู้กำกับ จอน แฟริว) และภาพยนตร์เรื่อง Iron Clad ร่วมกับ พอล จีอามาติ และ เจมส์ เพียวฟอย (ผู้กำกับ โจนาธาน อิงลิช) ภาพยนตร์เรื่อง HappyThankYouMorePlease มีการฉายรอบปฐมทัศน์เมื่อปี 2010 ที่งาน Sundance Film Festival ที่ได้รับรางวัล Audience Award มีรอบปฐมทัศน์ที่นิวยอร์คที่งาน Gen Art Film Festival ในเดือนเมษายน 2010 ที่ครั้งหนึ่งได้รับรางวัล Audience Award สาขาภาพยนตร์ยอดนิยม เธอยังปรากฏตัวให้เห็นในรายการแสดงทางทีวีมากมาย ประกอบด้วย การปรากฏตัวในภาพยนตร์เรื่อง 24 และเมื่อไม่นานมานี้ในภาพยนตร์เรื่อง ENTOURAGE เคลเมนซ์ โพซี่ (ราน่า) เริ่มเส้นทางอาชีพของเธอเมื่อเธอถูกคัดเลือกให้แสดงเป็นมากาลี ลูกสาวจอมเพ้อของคาโรล บูเค และ อังเดร วิลม์ส ในภาพยนตร์คอมเมดี้ฝรั่งเศสของ แฟรนซิส พอลลัว เรื่อง WELCOME TO ROSES (BIENVENUE CHEZ LES ROSES) ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เธอได้แสดงในภาพยนตร์ของกิลลีส์ แม็คคินนอน เรื่อง GUNPOWDER, TREASON, AND PLOT, ภาพยนตร์ของ ยัง-เดนีล เวอร์เฮก เรื่อง LE GRAND MEAULNES, ภาพยนตร์ของเอเรียล เซทาวน์ เรื่อง LE DERNIER GANG, ภาพยนตร์ของโอลิเวียร์ แพนโช เรื่อง SANS MOI, ภาพยนตร์อีริค ฟอเรสเทียร์ เรื่อง LA TROISI?ME PARTIE DU MONDE และในปี 2005 โพซี่ปรากฏตัวให้เห็นเป็นครั้งแรกในบทบาทของ เฟลอร์ เดอลาคูร์ ในภาพยนตร์ผลงานของ ไมค์ เนเวล เรื่อง HARRY POTTER AND THE GOBLET OF FIRE เมื่อไม่นานมานี้ โพซี่ได้รับการคัดเลือกในภาพยนตร์ของ มาร์ติน แม็คโดนอ เรื่อง IN BRUGES ร่วมกับคอลลิน ฟาเรล และ ราล์ฟ ฟีนส์ และภาพยฯ๖ณ์ของฟิลิป ริดลีย์ เรื่อง HEARTLESS ร่วมกับจิม สเตอร์เจส เมื่อปีที่แล้วโพซี่กลับมาแสดงบทบาทเฟลอร์ เดอลาคูร์ ในภาพยนตร์ของเดวิด เยทส์ เรื่อง HARRY POTTER AND THE DEATHLY HALLOWS ภาค 1 และ 2 เธอยังได้รับเลือกให้รับบทแสดงนำในภาพยนตร์ของ บีนัว ฟิลิปปอน เรื่อง Lullaby for Pi โพซี่ยังประสบความสำเร็จบนเส้นทางอาชีพทางทีวี ด้วยบทบาทในภาพยนตร์ของทาง NBC เรื่อง REVELATIONS และภาพยนตร์ทาง CW เรื่อง GOSSIP GIRL เคต เบอร์ตัน (แม่ของอารอน) เมื่อไม่นานมานี้ปรากฏตัวบน Broadway ในละครเพลงที่ชนะรางวัล Tony Award เรื่อง SPRING AWAKENING เธอได้รับคำชมสำหรับผลงานการสร้างของวิลเลียมสตัน ในภาพยนตร์เรื่อง THE CORN IS GREEN ที่กำกับโดย นิโคลาส มาร์ติน แสดงร่วมกับลูกชายของเธอ มอณ์แกน ริตชี่ และเสร็จสิ้นจากผลงานเรื่อง APPLAUSE ที่เป็นการสร้างใหม่ที่ City Center ร่วมกับคริสตีน เอเบอร์โซล เคตได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลด้วยบทละครนำ ในการแสดงที่มีชื่อว่า THE CONSTANT WIFE ของโรงละคร Roundabout Theatre กำกับโดยมาร์ค โบรคอ และปรากฏใน THE WATER’S EDGE ร่วมกับโทนี่ โกล์ดเวย์น ที่โรงละคร Second Stage Theatre เธอปรากฏตัวด้วยบทบาทของออลก้า ในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมเชยจากเหล่านักวิจารณื ผลงานของ West End production เรื่อง THREE SISTERS ร่วมกันคริสเท็น สก็อตต์ โธมัส กำกับโดย ไมเคิล เบลคมัวร์ เคตได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Tony ถึงสองครั้ง ในปี 2002 ทางผลงาน Broadway สำหรับบทบาทของเธอในการแสดงที่มีชื่อว่า HEDDA GABLER กำกับนิโคลาส มาร์ติน และสำหรับบทบาทของ นางเค็นดอล ในการแสดงที่มีชื่อว่า THE ELEPHANT MAN กำกับโดย ฌอน มาธีอัส เคตได้แสดง Broadway ในการแสดงที่มีชื่อว่า THE BEAUTY QUEEN OF LEENANE (รวมถึง อังกฤษ/ทัวร์ไอร์แลนด์), AN AMERICAN DAUGHTER, JAKE'S WOMEN, SOME AMERICANS ABROAD (ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Drama Desk) และ PRESENT LAUGHTER (Theater World Award) เธอปรากฏตัวที่งาน Williamstown Theatre Festival ในฤดูกาลที่ 13 บทบาทต่างๆ ของเธอในภาพยนตร์ประกอบด้วย เรื่อง REMEMBER ME (อัลเลน โคลเตอร์,) MAX PAYNE (จอห์น มัวร์), WHAT JUST HAPPENED (แบร์รี่ เลวินสัน), CELEBRITY (วูดดี้ อัลเลน), THE ICE STORM (ออง ลี), FIRST WIVES’ CLUB (ฮิวจ์ วิลสัน), AUGUST (แอนโธนี่ ฮอปกินส์), BIG TROUBLE IN LITTLE CHINA (จอห์น คาร์เพนเตอร์), UNFAITHFUL (เอเดรียน ลินน์), SWIMFAN (จอห์น โพลสัน), STAY (มารืค ฟอเรสเตอร์), SHERRYBABY (ลอว์รี่ คอลเยอร์), QUID PRO QUO (คาร์ลอส บรูคส์), THE KINGS OF APPLETON (บ็อบบี้ มอเรสโก้) และภาพยนตร์อินดี้เรื่อง CONSENT เมื่อไม่นานมานี้เคตเสร็จสิ้นการแสดงเรื่อง PUNCTURE ของผู้กำกับอดัมและมาร์ค ฮาสเซ็น ผลงานทางทีวี เธอกลับมารับบทบาทใน GREY’S ANATOMY (ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Emmy 2 รางวัล), RESCUE ME และ LAW AND ORDER เช่นเดียวกับบทบาทของนักแสดงรับเชิญอีกมากมาย ลิซซี่ แคพแลน (ซอนย่า) เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งเสร็จสิ้นการสร้างภาพยนตร์เรื่อง QUEENS OF COUNTRY ซึ่งเป็นภาพยนตร์คอมเมดี้แนวอินดี้ ที่นำแสดงโดย รอน ลิฟวิงสตัน เกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งจากเมืองอริโซน่าเล็กๆ ที่หาไอพอดที่หายไป ซึ่งมีเพลงที่พูดถึงเธอและโน้มน้าวว่าเจ้าของๆ เธอเป็นคู่แท้ นอกจากนั้นสำหรับบทบาทของเธอที่โดดเด่นอย่าง 'เจนีซ เอียน' ในภาพยนตร์เรื่อง MEAN GIRLS ผลงานของแคพแลนที่มีชื่อเสียง ประกอบด้วย HOT TUB TIME MACHINE กำกับโดย สตีฟ พิง๕ และนำแสดงโดย จอห์น คูแซ็ค และ ร็อบ คอร์ดดรี้; ภาพยนตร์แนวไซไฟของ เจเจ อับรัม ยอดนิยมเรื่อง CLOVERFIELD, MY BEST FRIEND'S GIRL ที่ทำงานร่วมกับเคต ฮัดสัน; CROSSING OVER ร่วมกับแฮร์ริสัน ฟอร์ด, ฌอน เพ็นนื และ เรย์ ลิออตต้า; ภาพยนตร์ดราม่าแนวอินดี้ เรื่อง LOVE IS THE DRUG; CRASHING ร่วมกับ แคมป์เบล สก็อตต์ และภาพยนตร์เรื่อง THE LAST RITES OF RANSOM PRIDE ร่วมกับสก็อตต์ สปีดแมน, จอน ฟอสเตอร์ และ ดไวท์ Yoakam เธอยังสร้างและแสดงในหนังสั้นเรื่อง SUCCESSFUL ALCOHOLICS ที่มีการฉายรอบปฐมทัศน์ที่งาน Sundance Film Festival เมื่อปี 2010 ผลงานทางทีวี เมื่อไม่นานมานี้แคพแลนแสดงเป็น 'เคซี่ ไคลน์' ในภาพยนตร์คอมเมดี้ที่ได้รับคำชมเชยจากเหล่านักวิจารณ์ เรื่อง "Party Down" (AFI Award, 2009) เธอยังได้รับคำชมเชยสำหรับการแสดงของเธอเป็น 'เอมี่' ผู้ทานมังสวิรัตที่มีนิสัยเหมือนสายเลือดแวมไพร์ ในภาพยนตร์แนวดราม่า ผลงานของเอียน บอล ทาง HBO ที่ได้รับรางวัลเรื่อง TRUE BLOOD ผลงานของแคพแลนทางทีวีที่มีชื่อเสียง ประกอบด้วยเรื่อง THE CLASS ที่เธอได้รับฉายาว่าเป็นหนึ่งใน "10 นักแสดงที่ต้องจับตามอง" โดย เดลี่ วาไรตี้, RELATED, FAMILY GUY, AMERICAN DAD, TRU CALLING, UNDECLARED และภาพยนตร์คลาสสิคแนวเคาท์ของจัดด์ อพาทาว เรื่อง FREAKS AND GEEKS แคพแลนอาศัยอยู่ที่ลอส แองเจลิส บ้านเกิดของเธอ เกี่ยวกับผู้สร้างภาพยนตร์ แดนนี่ บอยล์ (ผู้กำกับ/ผู้เขียนบทภาพยนตร์/ผู้อำนวยการสร้าง) ภาพยนตร์เรื่องแรกอย่าง SHALLOW GRAVE ทำให้เขาได้รับรางวัล Alexander Korda Award สาขาภาพยนตร์ชาวอังกฤษที่โดดเด่น ในงาน BAFTA Awards เช่นเดียวกับการเป็นผู้จัดรายการที่ได้รับเกียรติ ประกอบด้วยรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม ที่งาน San Sebastian Film Festival, The Empire Award สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ชาวอังกฤษยอดเยี่ยม และ London Critics’ Circle Film Award สาขา Best British Newcomer ภาพยนตร์เรื่องที่สองของบอยล์อย่าง TRAINSPOTTING เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ชาวอังกฤษที่กวาดรายได้สูงสุดตลอดกาล ภาพยนตร์ได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์คว้ารางวัล Empire Awards ถึง 4 รางวัล ประกอบด้วยผู้กำกับยอดเยี่ยม ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BAFTA Alexander Korda Award ในปี 2002 บอยส์สร้างภาพยนตร์สยองขวัญยอดนิยมที่โด่งดัง เรื่อง 28 DAYS LATER ซึ่งกวาดรายได้มากกว่า 80 ล้านจากทั่วโลก ภาพยนตร์ทำให้บอยล์ได้รับรางวัล Saturn Award สาขาภาพยนตร์สยองขวัญยอดเยี่ยม จาก Academy of Science Fiction, Fantasy and Horror Films ภาพยนตร์ของบอยล์เรื่องอื่น ประกอบด้วย MILLIONS นำแสดงโดย เจมส์ เนสบิต, อเล็กซ์ อเทล และ เลวิส แม็คกิบบอน, THE BEACH นำแสดงโดย ลีโอนาโด ดิคาปริโอ, A LIFE LESS ORDINARY นำแสดงโดย ญอน แม็คกรีเกอร์ และ คาเมรอน ดีแอซ, ALIEN LOVE TRIANGLE and SUNSHINE นำแสดงโดย ซิลเลียน เมอร์ฟี่ ภาพยนตร์เรื่อง SLUMDOG MILLIONAIRE เป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 8 ของเขาที่ออกฉายไปทั่วโลก และเริ่มด้วยรางวัล People's Choice Award ในปี 2008 ที่งาน Toronto International Film Festival จากนั้นได้คว้ารางวัลอีกมากกว่า 100 รางวัลจากวงการทั่วโลก รวมไปถึงรางวัล Golden Globes อีก 4 รางวัล, BAFTAs อีก 7 รางวัลและ Academy Awards อีก 8 รางวัล ผลงานของเขาทางทีวี ประกอบด้วยการสร้างภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการโต้แย้งของ อลัน คลาร์ค เรื่อง ELEPHANT และกำกับเรื่อง STRUMPET, VACUUMING COMPLETELY NUDE IN PARADISE และซีรีส์เรื่อง MR. WROE’S VIRGINS ที่เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BAFTA เส้นทางอาชีพของบอยล์เริ่มที่โรงละคร พร้อมด้วยผลงานของฮาเวิร์ด บาร์คเกอร์ เรื่อง VICTORY, ผลงานของฮาเวิร์ด เบร็นตัน เรื่อง THE GENIUS และผลงานของเอ็ดเวิร์ด บอนด์ เรื่อง SAVED ที่คว้ารางวัล Time Out Award บอยล์ยังกำกับภาพยนตร์อีก 5 เรื่องที่สร้างเพื่อ Royal Shakespeare Company ไซมอน โบฟอย (ผู้เขียนบทภาพยนตร์) ได้รับการฝึกฝนในฐานะของผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีที่ Bournemouth Film School แต่ได้กลายเป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์โดยบังเอิญ หลังจากสูญเงินจำนวนมากให้กับภาพยนตร์แนวสารคดีของ BBC ที่ไม่ได้ถ่ายทำ บทภาพยนตร์ของเขาที่มีชื่อเสียง ประกอบด้วยภาพยนตร์เรื่อง THE FULL MONTY, AMONG GIANTS, THE DARKEST LIGHT, THIS IS NOT A LOVE SONG และร่วมเขียนในภาพยนตร์เรื่อง MISS PETTIGREW LIVES FOR A DAY ภาพยนตร์ที่กำลังถ่ายทำในตอนนี้เรื่อง SALMON FISHING IN THE YEMEN เป็นการดัดแปลงล่าสุดของเขาเพื่อจอภาพยนตร์ เขายังเขียนเรื่อง BURN UP ซึ่งเป็นภาพยนตร์ระทึกขวัญ 2 ตอนของ BBC เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพการเมือง และภาพยนตร์เรื่อง YASMIN ทาง Channel 4 ก่อนหน้านี้เขาร่วมงานกับแดนนี่ บอยล์ และ คริสเตียน โคลสัน ในภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลมากมาย เรื่อง SLUMDOG MILLIONAIRE ตอนนี้เขากำลังเขียนภาพยนตร์ตอนแรก เรื่อง EMERGENCY SEX ของทาง HBO ที่อำนวยการสร้างบริหารโดย รัสเซล โครว อารอน รัลสตัน (ผู้ถูกอ้างอิง) เขาโตขึ้นที่ตอนกลางของตะวันตกก่อนย้ายมาที่โคโลราโดพร้อมกับครอบครัวในปี 1987 เขาได้รับการสัมผัสกับป่าดงพงไพรน้อยมาก แต่ในช่วงนั้นเขาเริ่มปีนเขาในพื้นที่ห่างไกลในประเทศแห่งหุบเขาลึกของยูท่าห์เมื่อเดือนเมษายน 2003 เขาได้รับประสบการณ์แห่งการเป็นคนที่ชอบโลกภายนอก, เป็นผู้ชอบภูเขาและสกี ระยะทาง 7 ไมล์เข้าไปในหุบเขาลึกในวันนั้น อารอนหลุดจากหินก้อนใหญ่ที่กดทับและตรึงแขนขวาของเขาโดยบังเอิญ ระยะเวลา 6 วันหลังจากที่ต9h9ต้องติดกับอยู่คนเดียว เขาปลดปล่อยตัวเองออกมาด้วยมีดสารพัดประโยชน์ราคาถูก และปีนเขามาขอความช่วยเหลือย่างน่าอัศจรรย์ ตั้งแต่อุบัติเหตุของเขา อารอนได้เขียนหนังสือที่ขายดีเล่มหนึ่ง เป็นการพูดกับผู้ชมใน 200 เมืองทั่วโลก และช่วยพัฒนาอุปกรณ์แขนหรือขาเทียมแบบใหม่ ด้วยการปรับแปลงความสร้างสรรค์ของเขา อารอนหวนกลับสู่ความหลงใหลชีวิตภายนอก ซึ่งรวมถึงโปรเจ็กต์การปีนเขาตามที่ต่างๆ ซึ่งเป็นการปีนเขาด้วยความสูง 14,000 ฟุต จำนวน 59 แห่งของโคโลราโดเพียงคนเดียวในช่วงฤดูหนาว ในปี 2008 เขาเล่นสกีสำหรับคนพิการเป็นครั้งแรก โดยเคลื่อนตัวจากเดนาลี ภูเขาที่สูงที่สุดแห่งอเมริกาเหนือ และหนึ่งปีต่อมา เขากลายเป็นผู้ที่ถูกตัดแขนคนแรกที่ล่องแพผ่าน Grand Canyon ปัจจุบันอารอนและภรรยาของเขาอาศัยอยู่ที่ โบลเดอร์, โคโลราโด ที่พวกเขาเลี้ยงดูลีโอ ลูกชายคนใหม่ นอกจากนั้นยังให้คำปรึกษาด้านการดัดแปลงหนังสือของเขามาสู่ภาพยนตร์โดยส่วนใหญ่ อารอนเป็นผู้สนับสนุนป่าของยูท่าห์และโคโลราโด คริสเตียน โคลสัน (ผู้อำนวยการสร้าง) เป็นผู้สร้างภาพยนตร์ที่คว้ารางวัล Academy Award? และเป็นประธานของ Cloud Eight Films บริษัทที่ตั้งถิ่นฐานการผลิตอยู่ในลอนดอน เขาเกิดในโบโนส แอรีส, อาร์เจนติน่า ในปี 1968 คริสเตียนสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 ด้านภาษาอังกฤษที่ Oxford University ในปี 1994 เขาเริ่มเส้นทางอาชีพในวงการภาพยนตร์ที่เอเจนซี่นักแสดงชื่อ London Management ก่อนจะกลายเป็นหัวหน้าฝ่ายพัฒนาแห่งอังกฤษให้กับ Miramax Films ของฮาร์วี่ ไวน์สตีน ในปี 1998 ระหว่างปี 2002 และ 2009 เขาเป็นกรรมการผู้จัดการของ Celador Films ที่สร้างภาพยนตร์ 7 เรื่อง ประกอบด้วยภาพยนตร์สยองขวัญยอดนิยมทั่วโลก ผลงานของ นีล มาร์แชล ในปี 2005 เรื่อง THE DESCENT และภาพยนตร์ของแดนนี่ บอยล์ ที่ได้รับรางวัลมากมาย เรื่อง SLUMDOG MILLIONAIRE ที่คริสเตียนได้รับรางวัล Oscar สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2008 ในเดือนมีนาคม 2009 คริสเตียนก่อตั้ง Cloud Eight Films ตอนนี้เขาอยู่ในช่วงพรี-โพรดักชั่นของภาพยนตร์ เรื่อง PRECIOUS กำกับโดย ลี เดนีลส์ ในภาพยนตร์ดราม่าเกี่ยวกับสิทธิเสรี เรื่อง SELMA จอห์น สมิธสัน (ผู้อำนวยการสร้าง) เป็นผู้ก่อตั้งและหัวหน้าผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Darlow Smithson Productions (DSP), บริษัทชั้นนำที่สร้างผลงานทางโทรทัศน์และภาพยนตร์ซึ่งอยู่ในประเทศอังกฤษ บริษัทประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จักของวงการทั่วโลก สำหรับข้อเท็จจริงที่นำเสนออกมาอย่างโดดเด่น ผลงานของจอห์น สมิธสัน ชนะรางวัลมากกว่า 30 รางวัลทั่วโลก เขาสร้างภาพยนตร์เรื่อง TOUCHING THE VOID, (กำกับโดยเควิน แม็คโดนัลด์) ที่ได้รับรางวัล British Academy Award สาขาภาพยนตร์ชาวอังกฤษที่โดดเด่น และรางวัลอื่นอีก 14 รางวัล ซึ่งเป็นภาพยนตร์สารคดีของชาวอังกฤษที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์บ็อกซ์ ออฟฟิศของอังกฤษและอเมริกา ผลงานทางทีวี, เพื่อนร่วมวงการโหวตให้ DSP เป็นหนึ่งในรายการทีวีเกี่ยวกับเรื่องจริงที่น่าชมเชย และได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก จอห์น สมิธสัน มีหน้าที่รับผิดชอบรายการที่นำเสนอข้อเท็จจริงของ DSP ที่มีคุณภาพอย่างสูงมากกว่า 50 ชั่วโมง ทำให้แต่ละปีเขาเป็นผู้กระจายเสียงแถวหน้าของโลก ผลงานเมื่อไม่นานมานี้ยังรวมถึง มินิซีรีส์ของทาง BBC/PBS ที่ได้รับการชมเชยเรื่อง THE DIARY OF ANNE FRANK และซีรีส์ที่เป็นเรื่องจริงอันน่าจับตามอง เรื่อง INTO THE UNIVERSE WITH STEPHEN HAWKING (Discovery Channel) ผลงานอื่นที่มีชื่อเสียง ประกอบด้วย THE BECKONING SILENCE ที่ได้รับรางวัล International Emmy Award ในปี 2008 สาขาภาพยนตร์สารคดีที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น และภาพยนตร์สารคดีทาง HBO เรื่อง THRILLA IN MANILLA ที่ได้รับรางวัล George Foster Peabody Award ในปี 2010 เบอร์นาร์ด เบลลิว (ผู้อำนวยการสร้างบริหาร) เริ่มเส้นทางอาชีพด้านภาพยนตร์ของเขา ตั้งแต่เขาอยู่ที่โรงเรียน เขาทำงานเป็นผู้ฉายภาพยนตร์ในโรงหนังเอกชนเล็กๆ ในไบรจ์ตัน ประเทศอังกฤษ จากนั้นเขาเริ่มอาชีพทางด้านภาพยนตร์ ในฐานะเป็นผู้ช่วยด้านการผลิต และเลื่อนตำแหน่งไปทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับกอง 2 ในการสร้างภาพยนตร์หลายเรื่อง ประกอบด้วย MARY SHELLY’S FRANKENSTEIN, SENSE AND SENSIBILITY, JUDGE DREDD, KUNDUN, STAR WARS — THE PHANTOM MENACE และ NOTTING HILL ผลงานของเขาในฐานะผู้จัดการด้านการผลิต ประกอบด้วยเรื่อง BAND OF BROTHERS, ABOUT A BOY และ HARRY POTTER AND THE CHAMBER OF SECRETS เป็นผู้อำนวยการด้านงบประมาณและเป็นผู้อำนวยยการสร้างที่มีชื่อเสียงในภาพยนตร์เรื่อง BRIDGET JONES: THE EDGE OF REASON SUNSHINE และ 28 WEEKS LATER จอห์น เจ. เคลลี่ (ผู้อำนวยการสร้างบริหาร) เกิดที่ลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ และโตขึ้นในฟีนิกซ์ อริโซน่า ความสนใจด้านโรงละครในช่วงแรก ชักนำจอห์นเข้าสู่วงการบันเทิง เขาเริ่มเส้นทางอาชีพที่บริษัทจัดจำหน่าย/ผลิตภาพยนตร์เอกชน ที่สร้างภาพยนตร์จำนวน 10 เรื่องต่อปี ในฐานะผู้ควบคุมการผลิต จากนั้นได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นผู้จัดการกองถ่ายย่อย, ผู้จัดการด้านการเงินอย่างรวดเร็ว จนท้ายที่สุดได้เป็นหัวหน้าสายงานผลิต ระหว่างช่วงเวลานี้จอห์นได้สร้างและบริหารผลงานทางทีวีมากกว่า 70 ตอน, ภาพยนตร์ 40 เรื่อง และมิวสิควีดีโอของสตูดิโออีกจำนวนมาก ผลงานที่มีชื่อเสียงของเขา ประกอบด้วย SPARTAN, TRISTAN & ISOLDE, THE WORLD'S FASTEST INDIAN, THE BLACK DAHLIA, INTO THE WILD, GENTLEMEN BRONCOS และภาพยนตร์ที่กำลังจะมาเรื่อง WARRIOR ฟรังซัวร์ อีเวอร์เนล (ผู้อำนวยการสร้างบริหาร) สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนธุรกิจปารีสอันทรงเกียรติ Hautes Etudes Commerciales (HEC) อันทรงเกียรติ เขาร่วม Finance Department of Chargeurs ในปี 1986 ตามมาด้วย Chargeurs ได้เข้าซื้อ Path? และในปี 1994 อีเวอร์เนลเริ่มย้ายเข้าสู่การสร้างภาพยนตร์ กลายเป็น Managing Director ของ Path? Image ในปี 1998 เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้จัดการของ Path? UK ในเดือนมิถุนายน 2000 ตั้งแต่นั้นมาเขาเป็นผู้นำทีม Path? UK และกลายเป็นผู้สนับสนุนและสร้างประโยชน์ให้แก่บริษัท พร้อมด้วยการสร้างและการพัฒนาในภาพยนตร์ เรื่อง GIRL WITH A PEARL EARRING, MRS. HENDERSON PRESENTS, THE WIND THAT SHAKES THE BARLEY, VOLVER, ภาพยนตร์ที่คว้ารางวัล BAFTA & Academy Award เรื่อ THE QUEEN, THE DUCHESS, BRIGHT STAR และภาพยนตร์ที่ได้รางวัล Academy Award ถึง 8 รางวัล เรื่อง SLUMDOG MILLIONAIRE คาเมรอน แม็คแครกเก็น (ผู้อำนวยการสร้างบริหาร) เป็นกรรมการผู้จัดการของ Path? UK คาเมรอน แม็คแครกเก็นเป็นหนึ่งในสมาชิกของ British Screen Advisory Council, the British Council Film Committee และผู้กำกับของ Screen Yorkshire ก่อนที่เขาได้รับการแต่งตั้งที่ Path? เมื่อ 8 ปีก่อน คาเมรอนเป็นผู้อำนวยการสายงานธุรกิจ ที่เป็นผู้เริ่มต้นแห่ง UK Film Council - British Screen Finance Limited ตั้งแต่ปี 1997 จนถึง 2000 คาเมรอนศึกษาด้านกฏหมายที่ Balliol College, Oxford University และทำงานเป็นทนายความของภาพยนตร์เป็นเวลา 9 ปีที่ลอนดอน, ปารีสและโรม ก่อนแต่งตั้งตัวเองให้เป็นผู้สร้างอิสระ คาเมรอนได้ร่วมสร้างหรืออำนววยการสร้างบริหารภาพยนตร์มากกว่า 25 เรื่อง ประกอบด้วยภาพยนตร์เรื่อง GIRL WITH A PEARL EARRING กำกับโดยปีเตอร์ วีเบอร์, ผลงานของสตีเฟ่น เฟรียร์ส ที่คว้ารางวัล Academy Award เรื่อง THE QUEEN และภาพยนตร์ของแดนนี่ บอยล์ ที่คว้ารางวัล Academy Award ถึง 8 รางวัลเรื่อง SLUMDOG MILLIONAIRE ลิซ่า มาเรีย ฟัลโคน (ผู้อำนวยการสร้างบริหาร) ก่อตั้ง Everest Entertainment ในปี 2008 เพื่อพัฒนาความพอใจในคุณภาพระดับสูงจากงานเขียนที่มีความเข้มข้น, ตัวละครที่มีความซับซ้อน และเนื้อหาสาระที่สำคัญ ผลงานอื่นที่โดดเด่นของ Everest อยู่ในการพิจารณาของพวกเขา เพื่อมอบส่วนแบ่งรายได้เพื่อการกุศล ที่สร้างความเสมอต้นเสมอปลายในใจความสำคัญของผลงาน ภาพยนตร์เรื่องแรกของบริษัทคือ ภาพยนตร์ของโรดริโก การ์เซีย เรื่อง MOTHER AND CHILD เธอเกิดและโตขึ้นที่สแปนิช ฮาเล็ม ของเมืองนิวยอร์ค ลิซ่ามีความหลงใหลในด้านศิลปะการสร้างสรรค์มาโดยตลอด แต่ถึงอย่างไรการขาดโอกาสของเธอทำให้เธอไล่ตามความสนใจเหล่านี้เมื่อเธอโตขึ้น ด้วยเหตุผลนั้น ลิซ่าจึงได้รับปริญญาด้านศิลปศาสตร์ ที่มีความสนใจเป็นพิเศษในด้านการค้นหาและการแสดงความสามารถที่อาจไม่ถูกค้นพบ เส้นทางแห่งความสามารถพิเศษในชีวิต ทำให้เธอค้นหาและสนับสนุนสิ่งเหล่านั้นด้วยมุมมองแห่งความสร้างสรรค์ ความหลงใหล และการเสียสละ เป็นที่รู้จักอย่างดีสำหรับผลงานด้านการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของเธอ ลิซ่าเข้าร่วม Board of the New York City Ballet & the Diller-Quaille School of Music ทำหน้าที่เป็นประธานงานกาลามากมาย ประกอบด้วย Museum of Natural History และทำหน้าที่เป็นผู้บริจาคและผู้ให้การสนับสนุนคนสำคัญของ ‘Friends of the High Line’ ซึ่งเป็นองค์กรที่อุทิศตัวเพื่อพัฒนาสวนสาธารณะของประชาชนแห่งแรกที่มีการยกระดับของนิวยอร์คให้ดีขึ้น เทสซ่า รอส (ผู้อำนวยการสร้างบริหาร) เป็นผู้ควบคุมภาพยนตร์และละครของ Channel 4 ในเบื้องต้นเธอได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าของ Film4 ในเดือนธันวาคม 2002 และในเดือนพฤศจิกายน 2004 หน้าที่ของเธอได้ขยายสู่ภาพยนตร์ดราม่า แผนกภาพยนตร์ของ Channel 4 ถูกสร้างขึ้นเพื่อการพัฒนาและด้านการเงินของภาพยนตร์ที่โด่งดัง เช่น ภาพยนตร์ของแดนนี่ บอยล์ เรื่อง SLUMDOG MILLIONAIRE ที่คว้ารางวัลมากมาย รวมถึงรางวัล Oscars? 8 รางวัล, Golden Globes 4 รางวัล, BAFTAs 7 รางวัล และรางวัล BIFA สำหรับภาพยนตร์ยอดเยยี่ยม, ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัล Oscar เรื่อง THE LAST KING OF SCOTLAND, ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัล BAFTA เรื่อง THIS IS ENGLAND, ภาพยนตร์ของสตีฟ แม็คควีน เรื่อง HUNGER ที่คว้ารางวัล Camera d’Or ที่งาน Cannes, ภาพยนตร์ที่คว้ารางวัล BIFAs 3 รางวัล และ BAFTA’s Carl Foreman Award เรื่อง THE MOTORCYCLE DIARIES, TOUCHING THE VOID และ THE ROAD TO GUANTANAMO ผลงานของ Film4 เมื่อไม่นานมานี้ประกอบด้วย ภาพยนตร์ของมาร์ติน แม็คโดนอ ที่คว้ารางวัล Golden Globe และ BAFTA เรื่อง IN BRUGES, ภาพยนตรืของไมค์ เลจ ที่คว้ารางวัล Golden Globe เรื่อง HAPPY-GO-LUCKY, ภาพยนตร์ของบ็อบ เวด เรื่อง HOW TO LOSE FRIENDS AND ALIENATE PEOPLE, ภาพยนตร์ของซาร่า แกฟรอน เรื่อง BRICK LANE, ภาพยนตร์ของคริส มอร์ริส เรื่อง FOUR LIONS, ภาพยนตณ์ของเคน ลอช เรื่อง LOOKING FOR ERIC, ภาพยนตร์ของพอล คิง เรื่อง BUNNY AND THE BULL, ภาพยนตร์ของแซม เทย์เลอร์-วูด เรื่อง NOWHERE BOY และภาพยนตร์ของปีเตอร์ แจ็คสัน เรื่อง THE LOVELY BONES ภาพยนตร์เรื่องอื่นที่กำลังจะฉายประกอบด้วย ภาพยนตร์ของเควิน แม็คโดนัลด์ เรื่อง THE EAGLE, ภาพยนตร์ของไมค์ เลจ เรื่อง ANOTHER YEAR, ภาพยนตร์ของมาร์ค โรเมเน็ค เรื่อง NEVER LET ME GO, ภาพยนตร์ของแดนนี่ บอยล์ เรื่อง 127 HOURS, ภาพยนตร์ของโลน เชอร์ฟิก เรื่อง ONE DAY และภาพยนตร์ของริชาร์ด เอโอเด้ เรื่อง SUBMARINE ระหว่างช่วงฝึกงานช่วงแรกของเธอใน Channel 4 Drama รอสเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์แห่งความประสบสำเร็จที่เป็นจุดเชื่อมต่อด้านชื่อเสียงแนวดราม่าของเธอ ซึ่งเป็นรากฐานจากความเสี่ยงและการปรับปรุง ผลงานที่เธอได้รับมอบหมายระหว่างช่วงเวลานั้นประกอบด้วย “Shameless,” “Teachers,” “Not Only But Always,” “Bodily Harm,” “White Teeth,” “No Angels,” “The Navigators,” “Buried,” “Forty” และ “Second Generation” ละครที่โดดเด่นเรื่องอื่นซึ่งทำหน้าที่โดยรอส ประกอบด้วยภาพยนตร์แนวดราม่า เกี่ยวกับ Civil War ผลงานของปีเตอร์ แฟลนเนอรี่ เรื่อง “The Devil’s Whore,” “Longford” นำแสดงโดย จิม บรอดเบนต์ และ ซาแมนธ่า มอร์ตัน, “Elizabeth I” นำแสดงโดย เฮเลน เมอร์เรน, ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัล BAFTA เรื่อง “Sex Traffic” และภาพยนตร์ผลพีต ทราวิส เรื่อง “Omagh” ในบรรดาภาพยนตร์เรื่องอื่นอีกจำนวนมาก เทสซ่าเข้าสู่ Channel 4 จากIndependent Commissioning Group ของ BBC ที่เธอเป็น Head of Drama ที่ละครและภาพยนตร์ที่เธอรับผิดชอบและอำนวยการสร้างบริหารให้กับ BBC ประกอบด้วย BILLY ELLIOT, CLOCKING OFF, HEARTS AND BONES, IN A LAND OF PLENTY, TALKING HEADS II, LIAM, PLAYING THE FIELD, BIRTHS MARRIAGES AND DEATHS เป็นเพียงการกล่าวมาเพียงไม่กี่เรื่อง เทสซ่าเป็นผู้คุมสอบจากภายนอกของปริญญาโทศิลปศาสตร์ ด้านบทภาพยนตร์ที่ Northern Film School และตอนนี้เป็นผู้ควบคุม National Film and Television School, เป็นผู้ควบคุมที่ BFI, เป็นเกียรติร่วมงานกับ London Film School และเป็นสมาชิกหนึ่งของ ICA board เทสซ่าได้รับการแต่งตั้งที่ CBE ในช่วงปีใหม่ 2010 Honors List. แอนโธนี่ ดอด แมนเทิล, B.S.C., D.F.F. (ผู้กำกับภาพ) ได้รับรางวัล Academy Award สำหรับผลงานของเขาในภาพนตร์เรื่อง SLUMDOG MILLIONAIRE เขายังร่วมงานกับแดนนี่ บอยล์ ในภาพยนตร์เรื่อง 28 DAYS LATER ที่ทำให้แมนเทิลได้รับรางวัล European Cinematographer Awards, และใน MILLIONS เขายังคว้ารางวัล European Cinematographer Awards เป็นครั้งที่สองเมื่อปีที่แล้วในภาพยนตร์ผลงานของ ลาร์ส วอน เทรียร์ เรื่อง ANTICHRIST และผลงานของบอยล์ เรื่อง SLUMDOG MILLIONAIRE แมนเทิลได้ทำงานทั่วโลกในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมจากเหล่านักวิจารณ์จำนวนหลายเรื่อง ประกอบด้วย THE CELEBRATION, ANTICHRIST, JULIEN DONKEY BOY, DOGVILLE, MANDERLAY, BROTHERS OF THE HEAD และ THE LAST KING OF SCOTLAND ที่กวาดรางวัลทั่วโลก 34 รางวัล รวมถึงรางวัล BIFA สาขาเทคนิคดีเด่นด้านการถ่ายทำภาพ เขากลับมาร่วมงานกับเควิน แม็คโดนัลด์ ผู้กำกับของภาพยนตร์เรื่อง THE LAST KING OF SCOTLAND ในภาพยนตร์ที่กำลังจะมาถึงเรื่อง THE EAGLE ที่ถ่ายทำในประเทศอังกฤษที่ถ่ายทำในยุคโรมัน ในปี 1999, Daily Variety ให้ฉายา เอ็นริเก้ เชดีแอ็ค (ผู้กำกับภาพ) เป็นหนึ่งใน "10 ตากล้องที่น่าจับตามอง" และเขาไม่เคยทำให้ผิดหวัง ภาพยนตร์ของเขาทีชื่อเสียงประกอบด้วยภาพยนตร์ เรื่อง CHARLIE ST. CLOUD, นำแสดงโดย แซ็ค เอฟรอน; REPO MEN นำแสดงโดย จูด ลอว์ และ ฟอเรสต์ ไวเทคเกอร์; 28 WEEKS LATER; THE FLOCK นำแสดงโดย ริชาร์ด เกียร์ และ แคลร์ เดนส์; DOWN IN THE VALLEY นำแสดงโดย เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน; TURISTAS; LIES AND ALIBIS; CRONICAS; A HOME AT THE END OF THE WORLD และ UNDEFEATED ของทาง HBO ที่เชดีแอ็คทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างบริหาร ก่อนหน้านี้เขาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง BROWN SUGAR; THE GOOD GIRL ที่มีการฉายรอบปฐมทัศน์ที่งาน Sundance Film Festival ในปี 2002; THE SAFETY OF OBJECTS; SONGCATCHER; BOILER ROOM และภาพยนตร์เรื่อง THE FACULTY กำกับโดย โรเบิร์ต โรดริเกซ เชดีแอ็คคว้ารางวัลตากล้องยอดเยี่ยมที่งาน Sundance Film Festival ในปี 2007 สำหรับภาพยนตร์เรื่อง HURRICANE STREETS ภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาคือเรื่อง AMERICAN SOUTHERN ที่กำกับโดย จอห์น โจชัว เคลย์ตัน เขาเกิดที่ควิวโต เอควาดอร์ เชดีแอ็คยังคงศึกษาด้านการถ่ายภาพในแมดริด และด้านการติดต่อสื่อสารที่ซานติเอโก, ชิลี ก่อนที่เขาสู่โครงการปริญญาโทที่ New York University's Film School ในปี 1992 ที่เขาได้รับรางวัล ตากล้องยอดเยี่ยมที่งาน NYU's First Run Film Festival สุตติรัต ลาร์ลาร์บ (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย/ผู้ออกแบบฉาก) ทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบของภาพยนตร์และโรงละคร ก่อนหน้านี้เป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายของภาพยนตร์เรื่อง SLUMDOG MILLIONAIRE และภาพยนตร์ของแดนนี่ บอยล์ เรื่อง SUNSHINE ผลงานด้านเครื่องแต่งกายของเธอล่าสุด ประกอบด้วยภาพยนตร์เรื่อง THE AMERICAN นำแสดงโด จอร์จ คลูนีย์ เช่นเดียวกับภาพยนตร์คอมเมดี้ เรื่อง THE EXTRA MAN, ภาพยนตร์ระทึกขวัญเรื่อง PEACOCK และภาพยนตร์โรแมนติก-แฟนตาซีของชาวนิวยอร์ค เรื่อง BEASTLY ในฐานะของผู้กำกับศิลป์ ผลงานที่มีชื่อเสียงของเธอประกอบด้วย THE SAVAGES, THE NAMESAKE, MY SASSY GIRL, THE SKELETON KEY, ALFIE GARFIELD และ K-PAX ผลงานอื่นยังรวมถึงเรื่อง MEN IN BLACK II, ENIGMA และ THE BEACH การออกแบบฉากที่มีชื่อเสียงของเธอ อยู่ในภาพยนตร์เรื่อง ASH TUESDAY, A FOREIGN AFFAIR และ GUNPLAY สุตติรัตโตขึ้นที่ลอส แองเจลิส เธออยู่ที่ในซาน ฟรานซิสโก และ ลอนดอน ตอนนี้ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองนิวยอร์ค จอน แฮร์ริส (ผู้ลำดับภาพ) ภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงประกอบด้วย เรื่อง EDEN LAKE, STARTER FOR 10, SNATCH, THE CALCIUM KID, DOT THE I และ RIPLEY’S GAME ภาพยนตร์เรื่อง KICK-ASS เป็นสัญลักษณ์แห่งการร่วมงานกันของจอนกับแมทธิว วอน เป็นครั้งที่สาม ก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกันในภาพนตร์เรื่อง LAYER CAKE และ STARDUST จอนได้รับรางวัลด้านเทคนิคดีเด่น สำหรับภาพยนตร์เรื่อง THE DESCENT ที่งาน British Independent Film Awards ในปี 2005 ต่อมาเขากำกับและลำดับภาพในภาพยนตร์เรื่อง THE DESCENT: PART 2 ผู้ชนะรางวัล Academy Award ถึงสองครั้งอย่าง เอ.อาร์. ราห์แมน (ผู้ประพันธ์ดนตรี) เป็นที่รู้จักอย่างโด่งดังว่าเป็นผู้ชายที่มีการจำกัดความของดนตรีอินเดียที่ทันสมัยแนวใหม่ เขาเป็นที่ต้อนรับโดย Time magazine ว่าเป็น “โมซาร์ตแห่งมาดราส'” ราห์แมนเป็นไปตามการคาดการของ BBC ว่า เขาขายผลงานของเขามากกว่า 150 ล้านก็อปปี้ ซึ่งประกอบด้วยดนตรีจากภาพยนตร์มากกว่า 100 เรื่อง เพลงประกอบภาพยนตร์ และอัลบั้มที่ดัดแปลงภาษามากกว่า 6 ภาษา รวมไปถึงเพลงประกอบภาพยนตร์ที่น่าสังเกตอย่าง ROJA, BOMBAY, DIL SE, TAAL, LAGAAN, VANDEMATARAM และเมื่อไม่นานมานี้อย่าง JODHAA AKBAR, DELHI 6 และ SLUMDOG MILLIONAIRE ราห์แมนตามหาเส้นทางอาชีพด้านดนตรีตั้งแต่อายุยังน้อย และหลังจากได้เป็นผู้ช่วยนักดนตรีแถวหน้าในอินเดีย เขาเดินหน้าประพันธ์จิงเกิลส์ และเพลงประกอบภาพยนตร์ให้กับภาพยนตร์ที่โด่งดังทางทีวีของชาวอินเดีย เขายังสำเร็จการศึกษาด้านดนตรีตะวันออกแนวคลาสสิคจาก Trinity College of Music ลอนดอน และสร้างสตูดิโอขึ้นมาในบ้านของตัวเองที่มีชื่อว่า panchathan Record-Inn ที่เชนไน ในปี 1991 ผู้สร้างภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง มานี รัตนัม เสนอภาพยนตร์เรื่องหนึ่งให้แก่ราห์แมน เรื่อง ROJA ที่ประสบผลสำเร็จอย่างมหาศาล และสร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก รวมถึงได้รับการยอมรับให้เป็นผู้ประพันธ์ดนตรี ภาพยนตร์ยังทำให้ราห์แมนคว้ารางวัล Indian National Award สาขาผู้ประพันธ์ดนตรียอดเยี่ยมที่เป็นครั้งแรกสำหรับผู้เริ่มต้น จากนั้นเป็นต้นมาราห์แมนยังได้คว้ารางวัล National Award อีก 3 รางวัล ซึ่งถือว่ามากที่สุดตั้งแต่มีผู้ประพันธ์มา ในปี 1997 ในวันฉลองการรำลึก 50 ปีแห่อิสรภาพของประเทศอินเดีย Sony Music ได้ลงนามให้ราห์แมนเป็นศิลปินคนแรกของเอเซียใต้ ผลที่ตามมาคือ “Vande Mataram” เป็นอัลบั้มที่ทำให้ชาวอินเดียสามารถเข้าถึงมันได้ทันที และประสบความสำเร็จใหม่อีกครั้ง เข้าถึงการรักชาติในปี 2001 แอนเดรูว์ ลอยด์ เว็บเบอร์ ได้เชิญราห์แมนมาประพันธ์เพลงสำหรับดนตรีของเขาที่มีชื่อว่า BOMBAY DREAMS เป็นครั้งแรกที่เขาสร้างดนตรีที่เขาไม่ได้ประพันธ์ขึ้น BOMBAY DREAMS เปิดตัวขึ้นอย่างแน่นขนัดที่ West End ของลอนดอน และมีการแสดงถึง 2 ปีอย่างคาดไม่ถึง และต่อมามีการแสดงรอบปฐมทัศน์ที่ Broadway เมื่อไม่นานมานี้ราห์แมนประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ให้กับละครเวทีของภาพยนตร์เรื่อง THE LORD OF THE RINGS หนึ่งในการผลิตละครเวทีที่แพงที่สุด ราห์แมนทำหน้าที่ทัวร์คอนเสิร์ตของภาพยนตร์ที่บัตรขายหมด ในการแสดงที่มากกว่า 30 ประเทศ ประกอบด้วยHollywood Bowl อันทรงเกียรติในปี 2006 หนึ่งแห่ง เมื่อไม่นานมานี้ Time magazine ให้คะแนนเพลงประกอบภาพยนตร์ของ ROJA อยู่ใน 10 อันดับแรกของเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมทั้งหมดของโลก; The Guardian, UK, กำหนดรายชื่อเพลงประกอบภาพยนตร์ของบอมเบย์ใน “1000 Albums to Listen To Before You Die” ดนตรีของราห์แมนทำให้เขาเป็นที่จับตามองทั่วโลก พร้อมด้วยเพลงจำนวนมากในภาพยนตร์เช่น THE LORD OF WAR, INSIDE MAN และ THE ACCIDENTAL HUSBAND การประพันธ์ “Bombay Theme,” ถูกนำไปรวบรวมในผลงานเพลงมากกว่า 50 ครั้ง เขายังประพันธ์ดนตรีให้กับภาพยนตร์ในการสร้างของฮอลลีวูด เรื่อง ELIZABETH - THE GOLDEN AGE, SLUMDOG MILLIONAIRE, COUPLES RETREAT และภาพยนตร์จีนเรื่อง WARRIORS OF HEAVEN & EARTH ที่สร้างโดย Sony Pictures ในปี 2008 ผลงานของราห์แมนได้รับความโดดเด่นระดับโลก ด้วยความสำเร็จที่ไม่ธรรมดาจากเพลงประกอบภาพยนตร์ของเขาในเรื่อง SLUMDOG MILLIONAIRE ที่คว้ารางวัล Academy Awards 8 รางวัล ประกอบด้วย 2 รางวัลสำหรับราห์แมน ในสาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและเพลงยอดเยี่ยม ราห์แมนคว้ารางวัลมากกว่า 15 รางวัลสำหรับเพลงประกอบภาพยนตร์ของเขา รวมไปถึงรางวัล Grammys อีกสองรางวัล , รางวัล Golden Globe และ BAFTA ราห์แมนได้รับการมอบรางวัลอันทรงเกียรติถึง 2 รางวัลจาก Padma Bhushan และ Padma Shri ซึ่งเป็นการอุทิศตนของเขาให้กับดนตรี นอกจากนั้นสำหรับรางวัลอื่นๆ ยังประกอบด้วย 4 รางวัลจากงาน Indian National Film Awards และ 25 รางวัลจาก Filmfare Awards, ภาพยนตร์ที่ได้รับการยกย่องอย่างโดดเด่นของชาวอินเดีย เขายังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตจาก Trinity College of Music, Aligarh Muslim University, Anna University และ Middlesex University เขายังได้รับฉายาจาก Time ว่าเป็นหนึ่งใน 100 ผู้มีอิทธิพลต่อประชาชนของโลกในปี 2009 ราห์แมนขยายความสนใจของเขาไปยังระดับใหม่ เช่นการก่อตั้ง A R Rahman Foundation เพื่อช่วยเหลือความยากจนและเด็กยากจน เขาปล่อยเพลงอังกฤษเพลงแรกที่มีชื่อว่า 'Pray For Me Brother' ในปี 2007 โดยรายได้จากการขายมอบให้แก่มูลนิธิ เขายังทำหน้าที่เป็น UN Ambassador สำหรับ 2015 Millenium Development Goals ราห์แมนยังทำหน้าที่เป็นโฆษกในการเริ่มต้นก่อตั้งวัฒนธรรมดนตรีคลาสสิคตะวันตกในอินเดีย และเมื่อไม่นานมานี้ได้เริ่มดำเนินการในธุรกิจที่แสนลำบาก เพื่อก่อตั้ง KM Music Conservatory และ KM Music Symphony Orchestra ที่มีการจัดตั้งที่เชนไน ประเทศอินเดีย เขาวางแผนจะจัดพื้นที่สำหรับดนตรีนอกกระแส โดยผ่านเลเบิลเพลงของเขาที่มีชื่อว่า KM Musiq และจะมีการปล่อยศิลปิน 2-3 คนในอีกไม่นาน ภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ของเขา ประกอบด้วย ENDHIRAN, PAANI และ 1-800-LOVE

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ