ภาพยนตร์เรื่อง "MATCHSTICK MEN" อัจฉริยะตุ๋น...เรือพ่วง

ข่าวทั่วไป Friday August 29, 2003 09:14 —ThaiPR.net

กรุงเทพฯ--29 ส.ค.--วอร์เนอร์บราเดอร์ส พิกเจอร์ส
เชิญพบกับ รอย (นิโคลัส เคจ) และ และแฟรงค์ (แซม ร็อคเวล) คู่หูต้มตุ๋นมืออาชีพ ที่มีให้คุณเลือกเฟ้นได้ กับความเป็น...จอมลวงโลกในทุกรูปแบบ ฯลฯ
งานชิ้นใหญ่ของรอย-นักต้มตุ๋นมือเก่า และแฟรงค์-ผู้อยู่ในความอุปถัมภ์ของเขา กำลังจะร่วมกันทำธุรกิจการโกง - หรือเรียกอีกอย่างว่า ขาย - "ระบบกรองน้ำ" ในช่วงเวลา แห่งนาทีทองนี้ให้กับบรรดาผู้ซื้อที่ไม่ตั้งข้อสงสัยกับราคาที่สูงกว่ามูลค่าจริงถึงสิบเท่า เพียง เพื่อจะรอลุ้นรางวัลใหญ่อย่าง รถยนตร์ อัญมณี หรือวันพักร้อนในต่างประเทศ… ที่ไม่ เคยมีใครจะได้รับ งานแบบนี้คือสิ่งที่ทำให้สองนักตุ๋นสามารถทำกำไรหลักร้อยหลักพัน จากตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย ในที่สุดแล้วก็จะกลายเป็นการร่วมหุ้นที่สร้างผลกำไรอย่างงาม
อย่างไรก็ตาม ชีวิตส่วนตัวของรอยนั้นกลับมิได้ประสบความสำเร็จอย่างงดงามเช่นนั้น เขาผู้ซึ่งถูกครอบงำด้วยความโลภอย่างรุนแรง (เป็นสิงห์อมควันเรื้อรัง) เป็นคนที่ไม่มีความ สัมพันธ์ส่วนตัวกับใคร และใช้ชีวิตอยู่ด้วยไหวพริบของตนเอง และเมื่อนิสัยอันแปลก ประหลาดเหล่านั้น กลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการทำงานอาชญากรรมของเขา เขาจึงต้อง เสาะหาความช่วยเหลือจากจิตแพทย์ (บรูซ อัลท์แมน) เพื่อทำให้ตนเองสามารถทำงานต่อได้
ในขณะที่รอยค้นหาการแก้ไขด้วยวิธีลัด(ใช้ยา)การรักษานั้นกลับทำให้เขาได้มาก กว่าสิ่งที่เขาร้องขอ : การเปิดเผยความจริงที่ว่าเขามีลูกสาวที่โตจนเป็นวัยรุ่นคนหนึ่ง - อย่างที่เขาเคยสงสัยแต่ไม่กล้ายืนยันกับตนเอง ปัญหาที่มากกว่านั้นก็คือ แอนเจล่า (อลิสัน โลห์แมน) สาวน้อยวัย 14 ผู้นี้อยากที่จะได้พบกับพ่อที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน
เมื่อได้เจอกันเป็นครั้งแรก แอนเจล่าก็กลายเป็นตัวป่วนสำหรับกิจวัตรที่แสนจะ เป็นระเบียบ ของพ่อผู้เป็นโรคประสาทของเธอ แต่ในไม่ช้ารอยก็เริ่มมีความสุขกับการมี ลูกสาวที่เขาไม่เคยคิดฝันว่าจะมี ด้วยวิธีการเลี้ยงลูกในแบบของเขาเองทว่า พอเขาเริ่มที่จะ เข้าที่กับการเป็นพ่อของเด็กสาววัย 14 สาวน้อยคนนั้นก็เริ่มตั้งคำถามกับอาชีพที่น่าสงสัย ของพ่อ ในที่สุดเมื่อทนกับการรบเร้าของแอนเจล่าและความคิดที่ดีกว่าของตัวเขาเองไม่ไหว นักต้มตุ๋นมืออาชีพก็เริ่มสอนกลเม็ดในการทำธุรกิจบางอย่างให้กับเธอ และเขาก็ได้พบ ทั้งความประหลาดใจและความภาคภูมิใจระคนกับตกใจ ที่เธอแสดงถึงพรสวรรค์ ทางด้านนี้ ให้เห็นอย่างชัดเจน คราวนี้แอนเจล่ากลายเป็นเสมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ และกระหายที่จะเข้าร่วมเป็น หุ้นส่วน แต่นั่นนับเป็นอันตรายอย่างยิ่งกับประสาทของรอย - ไม่ต้องพูดถึงชีวิตของเขา ที่เหลืออีกทั้งชีวิตด้วยซ้ำ
วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ผลงานของ ImageMovers/Scott Free Production ร่วมกับ Rickshaw Productions และ LivePlanet ในภาพยนตร์ของริดลีย์ สก็อต : จากการนำแสดงของ นิโคลัส เคจ, แซม ร็อคเวล และอลิสัน โลห์แมน ใน Matchstick Men ร่วมด้วย บรูซ แมกกิล กำกับการแสดงโดยริดลีย์ สก็อต ภาพยนตร์เรื่อง Matchstick Men อำนวยการสร้างโดย แจ็ค แรพเเก้, ริดลีย์ สก็อต, สตีฟ สตาร์กี้, ฌอน เบลีย์ และเท็ด กริฟฟิน จากบทภาพยนตร์โดย นิโคลัส กริฟฟิน & เท็ด กริฟฟิน จากนิยายของเอริค การ์เซีย, อำนวยการบริหารโดย โรเบิร์ต เซเมคคิส, กำกับภาพโดย จอห์น แมธีสัน, B.S.C., ; ทอม โฟเดน เป็นผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์; และโดดี้ ดอร์น, A.C.E., เป็นผู้กำกับภาพ, ชาร์ลส เจ.ดี. ชลิสเซล และจีอานนีนา ฟาซีโอ ร่วมอำนวยการสร้าง, ประพันธ์เพลงโดยฮานส์ ซิมเมอร์ Matchstick Men จัดจำหน่ายทั่วโลกโดยวอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส ในกลุ่มบริษัท วอร์เนอร์ บราเดอร์ส เอ็นเตอร์เทนเมนท์
The Set-Up
"คนเรามักจะทึ่งกับพวกนักต้มตุ๋น เหมือนอย่างที่ทึ่งพวกเจ้าพ่ออาชญากร - อย่างน้อยก็ในแบบนวนิยาย" นักประพันธ์ แอริค การ์เซียกล่าว และผลงานเขียนเรื่อง Matchstick Men ของเขานั้นได้รับการพิจารณาให้สร้างเป็นภาพยนตร์ ก่อนที่สำนักพิมพ์ Random House จะกำหนดวันพิมพ์ครั้งแรกเสียด้วยซ้ำไป "มันมีบางอย่างที่ลึกลับที่ซ่อนอยู่ และทำให้เราอยากเห็นปฏิบัติการของพวกเขา
"บางทีมันอาจเป็นเพราะการใช้ไหวพริบในการหากินของพวกเขา ในขณะที่คนอื่นๆ ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำหรือทำงานหนักเพื่อแลกเปลี่ยน" เขาวิเคราะห์ "ผมคิดว่าการใช้ชีวิต แบบนั้นเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจ เพราะมันอาจมีสักวันที่เราถูกปลดออกจากงาน และมีภาระ อย่างค่าผ่อนบ้าน แล้วเราก็อยากจะจินตนาการว่า ถ้ามีโอกาสเราอาจมีวิธีการหาเงิน 'อย่างง่ายๆ' -- ถ้าหากเรารู้ว่าต้องทำยังไง"
การ์เซียเป็นที่รู้จักจากงานแห่งจินตนาการของเขา ในหนังสือเรื่อง "Rex" ซึ่งเป็น เรื่องราวของนักสืบแห่งยุคปัจจุบันของชาวลอสแอนเจลิส แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็น ไดโนเสาร์ที่ปลอมตัวมา โดยที่เขามีตัวแทนเป็นเอเจนซี่การแสดง ซึ่งมีลูกค้าเป็นผู้อำนวย -การสร้าง/ผู้เขียนบท อย่าง เท็ด กริฟฟินและฌอน เบลีย์ ตัวแทนของการ์เซียชื่นชอบ โครงเรื่อง Matchstick Men และได้จัดส่งสำเนาไปให้กับเบลีย์และกริฟฟิน และคิดว่า อาจเข้าตาทั้งของทั้งคู่ก็เป็นได้
"มันเป็นพล็ตเรื่องที่มีความลึกของอารมณ์ ซึ่งหาได้ยาก" เบลีย์บอก เขาเพิ่งผ่าน การเสนอชื่อเข้าาชิงรางวัลเอ็มมี่จากงานซีรี่ส์สารคดีสร้างสรรค์ทาง HBO เรื่อง Project Greenlight "มันจุดประกายให้กับเราทั้งคู่"
กริฟฟินเคยร่วมทำงานกับเบลีย์มาก่อน ในงานดราม่านัวร์ เรื่อง Best Laid Plans และล่าสุดเป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์ให้กับ สตีเวน โซเดอเบิร์กในหนังฮิตของปี 2001 เรื่อง Ocean's Eleven ซึ่งมีปฏิกิริยาเดียวกัน เรียกเรื่องนี้อย่างขันๆ ว่า "Paper Moon ที่มีสีสัน" กริฟฟินบอกว่า "เป็นเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่มารู้จักตัวเองผ่านการที่ได้พบกับลูกสาว และความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสอง ความเป็นนักต้มตุ๋นเป็นเรื่องจำเป็นแต่ก็ยังเป็นเรื่องรอง"
เมื่อเบลีย์รับปากที่จะอำนวยการสร้าง และกริฟฟินยอมรับที่จะเป็นผู้อำนวยการสร้าง และผู้เขียนบท นิโคลัส กริฟฟินก็เป็นคนต่อมาที่ร่วมลงเรือลำเดียวกัน ด้วยการเขียนบทร่วม กับน้องชายของเขา อันนับเป็นการทำงานร่วมกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกของทั้งคู่ การ ได้ยินทั้งคู่บรรยายถึงขั้นตอน ทำให้นึกไปถึงเรื่อง Frasier ซึ่งเฟรเซียร์และไนลส์เคยพยายาม ที่จะเขียนหนังสือร่วมกัน และจบลงด้วยการต่อสู้กันนัวเนียบนพื้นห้อง "นิคเป็นพี่ แต่ผม หนักกว่าเขาราว 20 ปอนด์ และผมเชื่อว่าน้ำหนักย่อมเหนือกว่าอายุ" เท็ดเย้ย "เราร่วม กัน เขียนได้ยังไงหรือ? ก็ด้วยการแยกห้องไง ถ้าเราทำงานอยู่ห้องเดียวกันแล้วละก็ เราจะเข้า ขย้ำกันเหมือนกับเด็กๆ ที่ถูกจับให้นั่งอยู่ด้วยกันในตอนท้ายของรถกะบะในระหว่าง เดินทางไกล" และ นิโคลัสเสริมว่า "ยังมีคำสั่งควบคุมด้วย…"
นิโคลัสเป็นคนเตรียมงาน ด้วยการคุยกับเจ้าหน้าที่ FBI สองคนเกี่ยวกับเรื่อง นักต้มตุ๋น "มันไม่ใช่เรื่องที่อยู่ไกลเกินเอื้อมหรือโบราณอย่างที่คนคิดกันหรอก" เขาพูด ปัดความสงสัยที่ว่าการฉ้อโกงแบบนั้นมีแต่ในเฉพาะระหว่างช่วงปีทศวรรษ 1930 เมื่อย้อน คำนึงถึงเรื่อง The Sting "ตัวละครเหล่านี้ยังคงมีอยู่และพวกเขายังคงใช้กลวิธีเดิมๆ แต่ ก็ได้ขยายกิ่งก้านออกไปผ่านทางอินเตอร์เน็ตและธุรกิจการขายทางโทรศัพท์"
ในเวลาเดียวกัน ข่าวตามสายเรื่องการสร้างหนังเรื่องนี้ก็ไปถึงหูของโรเบิร์ต เซเมคคิส ซึ่งเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ชื่อดัง (Forrest Gump, Cast Away) ซึ่งตอบรับเป็น ผู้อำนวยการบริหาร ร่วมกับหุ้นส่วนของเขา แจ็ค แร็พเก้ และสตีฟ สตาร์กี้ แห่งบริษัท ImageMovers Productions เพื่อเข้าร่วมทีมสร้าง ส่วนที่เหลือก็คือการหาผู้กำกับการแสดง ที่จะมาตัดสิน แร็พเก้ ผู้ซึ่งเริ่มอาชีพสร้างภาพยนตร์ด้วยเรื่อง What Lies Beneath ในปี 2000 หลังจากประสบความสำเร็จเป็นเวลาถึง 15 ปีกับการทำงานเป็นตัวแทนคัดตัวแสดง รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งเมื่อ ริดลีย์ สก็อต ซึ่งเป็นอดีตลูกค้าคนหนึ่งของเขา ผู้เคยเข้าชิงรางวัล ออสการ์ถึง 3 ครั้ง แสดงความสนใจที่จะร่วมทำงานด้วย "ผมทำธุรกิจคัดตัวแสดงมานาน เพราะผมชอบงานคัดตัวและการทำงานร่วมกับบรรดาตัวเลือก และให้การสนับสนุน มุมมองของพวกเขา" แร็พเห้บอก "นับเป็นเหตุการณ์หักมุมที่ยอดเยี่ยมสำหรับผม ที่เคยได้ เป็นตัวแทนของริดลีย์ และการทำงานสร้างร่วมกับเขาในตอนนี้นับเป็นเรื่องที่แตกต่าง โดยสิ้นเชิง"
เมื่อได้สอบทานผลงานของผู้กำกับแล้ว แร็พเก้กล่าวว่า "ริดลีย์มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก จากหนังฟอร์มใหญ่อย่าง Gladiator และ Black Hawk Down ที่ต้องทำงานบน ผืนผ้าใบมหึมา เขาจึงนับได้ว่าเป็นหนึ่งในบรรดาผู้กำกับการแสดงที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล แต่ในเวลาเดียวกัน เขาก็เก่งในการเล่าเรื่องที่เรียบง่ายด้วยสำนวนที่หนักแน่น อย่างที่ทำมา แล้วในเรื่อง Thelma & Louise - ที่ใช้สัดส่วนการสร้างที่เล็กกว่า แต่ก็ยังเป็นไอเดียของ หนังที่ใหญ่"
ส่วนสตาร์กี้ ผู้มีผลงานเด่นในอดีตอย่าง Contact, Cast Away และ Forrest Gump ได้ขีดเส้นย้ำถึงสัมผัสเงียบของสก็อตที่เหมาะเจาะกับเรื่อง Matchstick Men ว่า "หากเรามอง ลงไปในเนื้องานของริดลีย์ เราจะเห็นถึงส่วนของความเป็นตัวละครในหนังทุกเรื่องของเขา แม้กระทั่งในเรื่องที่เป็นที่รู้จักมากกว่าในความยิ่งใหญ่และผลงานวิชวลก็ตาม ในแก่นแท้ ของเรื่อง ก็คือตัวละครอย่างแท้จริง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้มันออกมาดี"
สก็อตอ้างถึง "สคริปท์ที่ฉลาดอย่างเหลือเชื่อ" ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เขาสนใจในเรื่อง Matchstick Men ผู้กำกับบันลือโลกคนนี้ เพิ่งได้รับพระราชทาน บรรดาศักดิ์ของอังกฤษ ในปีนี้ สำหรับความทุ่มเทของเขาที่มีให้กับงานศิลป์ และเขาได้ถ่ายทอดผลงานที่ หลากหลาย รวมทั้งในแนวไซ-ไฟ (Blade Runner, Alien), ดราม่าอิงประวัติศาสตร์ (1492), แอ็คชั่น (Gladiator, Black Hawk Down), แบล็คคอมเมดี้ (Thelma & Louise), ไซโค/สยองขวัญ (Hannibal) และแฟนตาซี(Legend) ความเหมือนในความแตกต่างของ แต่ละเรื่องนั้น ก็คือความคิด และสัญชาติญาณตอบโต้ของสก็อต ในเรื่องราวหรือความคิด
"ในตอนที่ผมเลือกทำเรื่องนี้ มันเหมือนกับมีเสียงระฆังดังรัวในหัวผม ผมรับฟัง เสียงนั้น และนั่นเป็นสัญชาติญาณของผม" ผู้กำกับเผย พอเริ่มต้นทำงาน "องค์ประกอบ อื่นๆ ของเรื่องก็เริ่มทยอยตามมา"
เขายอมรับว่ามันเป็นเรื่องราวคอมเมดี้ "ที่มีอารมณ์ขันตลอดทั้งเรื่อง" สก็อตยังบอก อีกว่า "มันยังเป็นเรื่องของศีลธรรม ซึ่งทำให้น่าสนใจยิ่งขึ้นไปกว่า เพราะเต็มไปด้วย ตัวละครที่มีพฤติกรรมที่เลวร้าย สำหรับพวกเขาแล้ว วันที่ดีก็คือวันที่หลอกเอาเงินสองสาม- ร้อยเหรียญจากแม่บ้านในร้านซักรีดได้ พวกเขาไม่ได้เป็นถึงขนาดที่เรียกว่าต่ำต้อย แต่ก็ เกือบใช่ สิ่งที่ช่วยกู้หน้าพวกเขาไว้ อาจเป็นเหยื่อที่พยายามหาเงินทางลัด ด้วยการทำในสิ่งที่ ไม่ควรทำ นั่นคือตอนที่พวกเขาถูกหลอกอย่างไม่มีทางแก้ไขได้"
อย่างที่เบย์ลีย์บอกว่า "เราทำหนังที่ตรงไปตรงมาเกี่ยวกับคนที่โกงไปโกงมา ไม่ได้ เป็นเรื่องประเภทแฟนตาซีที่จอมอัจฉริยะวางแผนโกงเงิน $100,000 ล้านเหรียญ แต่นี่ พวกเขาฉกฉวยทีละเล็กละน้อยจากคนธรรมดาอย่างเราๆ นี่แหละ คนพวกนี้มีอยู่จริง และ หาเลี้ยงชีพด้วยวิธีนี้"
โดยรวมแล้ว สก็อตบอกว่า "เป็นอารมณ์ขันแบบหน้าตาย ซึ่งก็ดีเพราะผมเป็นคน ชอบตลกหน้าตาย แต่ผมก็ยังชอบที่จะเห็นคนเหยียบเปลือกกล้วยลื่นล้มเป็นบางครั้ง เหมือนกันนะ"
(ยังมีต่อ)
-รก-

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ