ธ.ทิสโก้เปิด 3 ธีมเด็ด สู้จุดเปลี่ยนการลงทุนปี 2026 เพิ่มโอกาสสร้างกำไรเหนือความเสี่ยง

ข่าวทั่วไป Thursday January 8, 2026 15:24 —ThaiPR.net

ธ.ทิสโก้เปิด 3 ธีมเด็ด สู้จุดเปลี่ยนการลงทุนปี 2026 เพิ่มโอกาสสร้างกำไรเหนือความเสี่ยง

นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP(R) Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2026 ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น หรือเรียกได้ว่าก้าวเข้าสู่ช่วง 'Beyond the Turning Point' จากความตึงเครียดทางการค้าที่เริ่มผ่อนคลาย ภาวะดอกเบี้ยต่ำที่เอื้อต่อการลงทุน ซึ่ง Bloomberg Consencus ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกยังมีสัญญาณการเติบโตเชิงบวกใกล้ระดับ 3% ขณะที่เงินเฟ้อในประเทศพัฒนาแล้วลดลงสู่กรอบ 2-3% หนุนให้ธนาคารกลางหลักยังคงเน้นการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ยังมีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากกระแส Megatrends ในด้าน AI และสังคมผู้สูงอายุ (Aging society) ที่เร่งตัวในหลาย ๆ ประเทศ กำลังพาโลกเข้าสู่รอบการเติบโตครั้งใหม่

จากภาพรวม TISCO Wealth Advisory จึงมองว่าปี 2026 เป็นจังหวะสำคัญที่นักลงทุนควรใช้เพื่อจับโอกาสจากกระแสเปลี่ยนผ่านระดับมหภาค โดยใช้ 3 ธีมหัวใจของกลยุทธ์การลงทุนปี 2026 ได้แก่ 1.Independence : ประเทศที่โตได้ด้วยศักยภาพภายใน 2.Intelligence : พลังการเติบโตใหม่จาก AI Ecosystem และ 3.Instability Armor : เกราะป้องกันพอร์ตในยุคความผันผวนสูง ซึ่งทั้งสามธีมทำงานสอดประสานกันอย่างเป็นระบบ และสะท้อนทิศทางการลงทุนในรอบใหม่ของเศรษฐกิจโลก

ธีมที่ 1 Independence : ประเทศที่โตได้ด้วยศักยภาพภายใน

ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ตั้งแต่สงครามการค้าผ่านนโยบาย 'Make America Great Again' จนถึงการใช้กำแพงภาษีการค้า (Trade Tariff) ของสหรัฐฯ รวมถึงความขัดแย้งของภูมิภาค เร่งให้หลายประเทศหันมาเน้นการเติบโตจากศักยภาพภายในประเทศมากขึ้น ทั้งด้านการผลิต การบริโภค และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เศรษฐกิจแข็งแกร่ง และสนับสนุนกำไรบริษัทจดทะเบียนในประเทศเติบโตสูง ดังนั้น TISCO Wealth Advisory มองเห็นโอกาสการลงทุนที่โดดเด่นในตลาดหุ้นต่อไปนี้

สหรัฐอเมริกา (U.S.) ได้รับสองแรงส่งจากทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่จะเริ่มชัดเจนในปี 2026 ในแง่ของนโยบายการเงิน คาดว่า FED จะกลับมาเสริมสภาพคล่องให้เศรษฐกิจผ่านตลาดพันธบัตรระยะสั้น ด้านนโยบายการคลังจะได้รับผลบวกจากนโยบาย One Big Beautiful Bill Act (OBBBA) ที่มีเม็ดเงินประมาณ 2-3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะ กระตุ้นทั้งการบริโภคภาคครัวเรือนและการลงทุนภาคเอกชน ส่งผลให้กำไรของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเติบโตได้ราว 15% และที่สำคัญคือกำไรบริษัทจดทะเบียนไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่กลุ่ม Magnificent 7 เท่านั้น แต่ Bloomberg ระบุว่าการเข้ามาของ AI และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคธุรกิจยังช่วยผลักดันให้ 8 ใน 11 อุตสาหกรรมที่อยู่ในดัชนี S&P500 เติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีของดัชนี S&P500 อีกด้วย

อินเดีย (India) การก้าวเข้าสู่ 'ศูนย์กลางการผลิตของโลก' ผ่านนโยบาย 'Make in India' และต่อยอดสู่นโยบาย National Manufacturing Mission (NMM) เพื่อยกระดับภาคการผลิตและดึงดูดการลงทุนต่างชาติต่อเนื่อง นอกจากนี้ รายได้ต่อหัวของประชากรในประเทศมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดดต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2026 -2030 เพราะได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ ทั้งหมดนี้จะหนุนให้กำไรของตลาดหุ้นจะเติบโตได้สูงถึง 17% ในปี 2026

เวียดนาม (Vietnam) ตามแผนยุทธศาสตร์ปี 2026-2030 เวียดนามตั้งเป้าเป็น "ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง" จึงเดินหน้าปฏิรูประบบต่างๆ ในประเทศ เช่น ระบบราชการ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนบทบาทตลาดหุ้นและตราสารหนี้เพื่อเป็นแหล่งระดมเงินทุน ซึ่งหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการปฏิรูปดังกล่าว คือ หุ้นกลุ่มธนาคาร การบริโภคและการก่อสร้าง และ Bloomberg คาดว่ากำไรตลาดหุ้นเวียดนามจะเติบโตกว่า 21% ในปี 2026 ขณะที่ Fwd PE ยังอยู่ระดับต่ำเพียง 11-12 เท่า นอกจากนี้ ตลาดหุ้นเวียดนามยังมีโอกาสที่เงินลงทุนต่างชาติ มูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะเข้ามาลงทุนหาก FTSE อัพเกรดสถานะตลาดหุ้นเวียดนามจาก Frontier Market สู่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ Emerging Market ในวันที่ 21 กันยายน 2026

ธีมที่ 2 Intelligence : The Age of New Intelligence

ปี 2026 ถือเป็นปีที่ระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI-Ecosystem) เร่งตัวเต็มรูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่ เซมิคอนดักเตอร์, Generative AI, โครงสร้างพื้นฐานพลังงานไฟฟ้า ไปจนถึงการเร่งตัวของ สังคมผู้สูงอายุ (Aging society) ที่มีความต้องการยารักษาโรคร้ายแรงและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีความฉลาดมากขึ้นเพื่อเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เน้นประสิทธิภาพการแข่งขันด้านธุรกิจมากขึ้น ดังนั้น 3 อุตสาหกรรมที่ TISCO Wealth Advisory คาดว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างกำไรได้ดี มีดังนี้

ระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI Ecosystem) การใช้ Gen AI ทั่วโลกแตะระดับ 51% ในช่วงเวลาเพียง 3ปี เร็วกว่ายุค PC และ Internet มากกว่าเท่าตัว ขณะที่มูลค่าการลงทุน AI ของ Hyperscalers มีโอกาสทะลุ 4.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2026 คาดว่ากำไรของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคาดว่าจะเติบโตราว 30% นอกจากนี้ หากเจาะไปที่ราคาหุ้นกลุ่ม US Tech พบว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติฟองสบู่ที่รุนแรงยังจำกัด เนื่องจากอัตราส่วนเงินลงทุนเมื่อเทียบกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทในกลุ่มอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วง Dot-com เนื่องจากปัจจุบันบริษัทในกลุ่มมีฐานะการเงินดีกว่าในอดีต

อุตสาหกรรมสุขภาพ (Healthcare) สังคมผู้สูงอายุที่กำลังเร่งตัว ความต้องการยาเพื่อรักษาโรคมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น มีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในกระบวนการค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) ยาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การทดสอบยามีอัตราความสำเร็จสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้ง อุตสาหกรรมนี้ยังมีประเด็นสนับสนุนเพิ่มเติมจากสถานการณ์หน้าผาสิทธิบัตร' (Patent Cliff) หรือช่วงที่สิทธิบัตรยาจำนวนมากหมดอายุพร้อมกันในช่วงปี 2025-2029 แม้จะทำให้เกิดช่องว่างรายได้ขนาดใหญ่ แต่สถานการณ์นี้จะผลักดันให้บริษัทขนาดใหญ่เร่งควบรวมกิจการซื้อกิจการบริษัทยาขนาดเล็กเพื่อเติมสินค้าเข้าพอร์ต เหตุการณ์นี้จะทำให้มูลค่าของกิจการบริษัทขนาดเล็กเพิ่มขึ้น และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้บริษัทขนาดใหญ่ด้วย

สาธารณูปโภค (Utilities) การเติบโตของ Data Center และ AI ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตาม โดย Goldman Sachs คาดการณ์ว่าสัดส่วนความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center ในสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2030 จะเพิ่มขึ้นเป็น 8% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดในสหรัฐฯ จากปี 2024 อยู่ที่ 4% จึงคาดว่าจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าขนาดใหญ่อีกครั้งในช่วงปี 2025-2027 และกระจายไปตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น แม้ราคาพลังงานและเชื้อเพลิงจะเพิ่มขึ้นก็สามารถส่งต่อต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ อีกทั้ง ความต้องการไฟฟ้าที่สูงขึ้นต่อเนื่องส่งผลให้อัตรากำไร (Profit margin) ของอุตสาหกรรมอาจแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 ปีที่ระดับ 15% ในปี 2026 ทำให้กลุ่มสาธารณูปโภคเปลี่ยนบทบาทจากหุ้นเชิงตั้งรับ (Defensive) เป็นหุ้นเติบโตเชิงโครงสร้าง (Structural growth)

ธีมที่ 3 Instability Armor : เกราะป้องกันพอร์ตในยุคแห่งความผันผวน

แม้เห็นโอกาสในการเติบโต แต่ในปี 2026 ยังคงเผชิญความเสี่ยงของทิศทางนโยบายการเงินและการคลัง (Policy Divergence) ที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้พอร์ตการลงทุนจำเป็นต้องมี 'เกราะป้องกัน' เพื่อรักษาเสถียรภาพให้พอร์ตการลงทุน ภายใต้ธีม 'Instability Armor' เราแนะนำให้จัดสรรเงินลงทุนไปยังตราสารหนี้และสินทรัพย์ทางเลือกที่มีคุณสมบัติในการป้องกันความเสี่ยง ดังนี้

ตราสารหนี้ระยะสั้นคุณภาพดีของสหรัฐฯ (US Short Duration Bond) ธนาคารทิสโก้คาดว่าปี 2026 Fed จะลดดอกเบี้ยรวม 0.5% พร้อมกลับมาเพิ่มสภาพคล่อง และเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวทำให้ความเสี่ยงการโอกาสผิดนัดชำระหนี้ของตราสารหนี้ลดลงต่ำสุดในรอบ 3 ปี ซึ่งเป็นผลให้ Bond Yield พันธบัตรระยะสั้นปรับตัวลดลง และหนุนให้ราคาตราสารหนี้ระยะสั้นปรับตัวเพิ่มขึ้น

ทองคำ (Gold) ปริมาณหนี้สหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งหากดูข้อมูลในอดีตจะพบว่าราคาทองคำมักปรับตัวเพิ่มขึ้นตามปริมาณหนี้สหรัฐฯ นอกจากนี้ ธนาคารกลางทั่วโลกยังเพิ่มการถือครองทองคำเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงที่สุดในรอบกว่า 10 ปี และสัญญาณวินัยทางการคลังที่อ่อนแอลงจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงการทยอยเพิ่มสัดส่วนพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลกผ่านการสะสม ETF ที่ยังต่ำเพียง 2% จากปัจจัยดังกล่าวคาดว่าจะทำให้ราคาทองคำมีโอกาสแตะ 4,500-5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ในปี 2026

น้ำมัน (Oil) คาดว่าจะเห็น กลุ่ม OPEC+ เริ่มใช้นโยบายควบคุมกำลังการผลิตเพื่อให้อุปทาน (Supply) ลดลงและผลักดันให้ราคาน้ำมันอยู่เหนือระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2026 ขณะที่อุปทานจากบ่อน้ำมันสำรองที่ดำเนินการผลิตอยู่ (DUC) ในสหรัฐฯเริ่มผลิตได้ลดลง ทำให้จำกัดความสามารถในการผลิตในระยะกลาง ขณะที่คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันปี 2026 จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไปแตะที่ระดับ 104.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันที่อยู่ระดับต่ำกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง

แนะลดตราสารหนี้ไทยระยะยาว เหตุเศรษฐกิจยังเปราะบาง !

สำหรับสินทรัพย์ที่ทาง TISCO Wealth Advisory แนะนำให้ 'ลดน้ำหนัก' คือ ตราสารหนี้ไทยระยะยาว เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น และอาจนำไปสู่การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินระดับที่เหมาะสมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปี ที่ 2% และ 2.5% สิ้นปี 2026 และ 2027 ที่ตามลำดับ ขณะที่ระดับอัตราผลตอบแทนปัจจุบันที่ 1.6-1.7% ต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมและเสี่ยงต่อราคาปรับตัวลง จึงแนะนำให้ปรับการลงทุนจาก 'ตราสารหนี้ไทยระยะยาว' ไปสู่ 'ตราสารหนี้สหรัฐฯ' ซึ่งโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าในปี 2026

"เมื่อพิจารณาปัจจัยทั้งหมดร่วมกัน ปี 2026 จึงเป็นปีที่นักลงทุนต้องมองไปไกลกว่าเพียงจังหวะเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่ต้องมองให้เห็น "โอกาสการลงทุนรอบด้าน" โดยเลือกการลงทุนในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตภายในจากทั้งนโยบายการเงินและการคลัง ซึ่งกระแสการลงทุนใน AI ช่วยการเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง (AI-Ecosystem) รวมถึงสังคมผู้สูงอายุ (Aging society) ที่ยังคงเป็นแนวโน้มหลักของโลก ขณะที่ความผันผวนจากนโยบายการเงินและการคลังยังคงเป็นส่วน

หนึ่งของการลงทุนในปี 2026 ทำให้การจัดพอร์ตลงทุนในปีนี้จึงต้องผสานระหว่างสินทรัพย์ที่สร้างการเติบโตในระยะยาวและสินทรัพย์ที่ช่วยลดความผันผวนอย่างสมดุล ทั้งสามธีม Intelligence, Independence, และ Instability Armor ทำงานร่วมกันเพื่อให้พอร์ตมีทั้ง 'ศักยภาพการเติบโต' และ 'ความทนทานต่อความเสี่ยง' ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในโลกหลังจุดเปลี่ยน (Beyond the Turning Point)" นายณัฐกฤติกล่าว


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ