
การขนส่งและโลจิสติกส์ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจ และเปรียบเสมือน "เส้นเลือดหลัก" ของธุรกิจค้าปลีกและบริการ ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูงของภาคธุรกิจ ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านระบบการขนส่งจึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ภาคธุรกิจต้องร่วมรับผิดชอบอย่างจริงจัง
ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกและบริการที่มีเครือข่ายการดำเนินงานครอบคลุมทั่วประเทศ กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL / เซ็นทารา ตระหนักดีว่ากระบวนการขนส่งสินค้าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนในสัดส่วนสูงของภาคธุรกิจ การยกระดับระบบโลจิสติกส์จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
จากแนวคิดดังกล่าว กลุ่มเซ็นทรัลจึงกำหนดให้การขับเคลื่อน Green Transportation เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญขององค์กร ผ่านการส่งเสริมนวัตกรรม การใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีที่เป็นมิตรและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำนวัตกรรมด้านข้อมูล (Data) และเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในการบริหารจัดการระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050
ขณะเดียวกัน กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือยังมุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวร่วมกับพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ที่มีแนวทางด้านความยั่งยืนสอดคล้องกัน พร้อมส่งเสริมมาตรฐานการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ การบำรุงรักษายานพาหนะอย่างเหมาะสม และการพัฒนาทักษะพนักงานขับรถให้ขับขี่อย่างปลอดภัย ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน
พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า "สำหรับกลุ่มเซ็นทรัล ความยั่งยืนไม่ใช่โครงการระยะสั้น แต่เป็นกรอบความคิดในการดำเนินธุรกิจระยะยาว เราเชื่อว่าการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันไม่อาจแยกออกจากความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ และบทบาทขององค์กรขนาดใหญ่ คือการใช้ขนาดและเครือข่ายที่เรามี เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่เกิดขึ้นได้จริง และการขับเคลื่อน Green Transportation สะท้อนแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะเป็นเรื่องที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกในวงกว้าง ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน เรามุ่งเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้องค์กรเติบโตควบคู่กับสังคมและโลกอย่างยั่งยืนในระยะยาว"
บริษัทในเครือกับการขับเคลื่อนด้าน Green Transportation
เซ็นทรัล รีเทล โลจิสติกส์ (CRL) เดินหน้าปรับเปลี่ยนระบบขนส่งและโลจิสติกส์สู่การใช้รถพลังงานไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยได้เริ่มนำรถ EV มาใช้ในการขนส่งสินค้าไปยังสาขาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลตั้งแต่ปี 2565 และมีแผนขยายการใช้งานครอบคลุมรถจักรยานยนต์ และรถบรรทุกขนาด 4 ล้อ 6 ล้อ และ 14 ล้อ เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการขนส่งในระยะยาว
Tops ธุรกิจกลุ่ม Food ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าสู่อนาคตแห่งความยั่งยืน ผนึกกำลัง FLS Group ผู้นำด้านโซลูชันซัพพลายเชนระดับโลก เปิดตัวรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV Truck) ขนาด 10 ล้อควบคุมอุณหภูมิ และ 18 ล้ออุณหภูมิปกติ เพื่อใช้กระจายสินค้าสู่ร้าน Tops ในพื้นที่ต่างจังหวัด ภายใต้ภารกิจ "12 Missions to Sustainable Retail" และแนวคิด "Small Acts Together" พร้อมตอกย้ำบทบาทผู้นำ Food Retail ในการยกระดับกรีนโลจิสติกส์ของไทย โดยเริ่มนำร่องในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 13,335 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายใน 5 ปี
ไทวัสดุ ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม โดยริเริ่มนำรถบรรทุกพลังงานสะอาด (EV Truck) มาใช้ในการขนส่งสินค้าจากคลังไปยังสาขาทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและยกระดับโลจิสติกส์สีเขียวของไทย การปรับตัวดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นในการเป็นธุรกิจค้าปลีกสีเขียว และการรับผิดชอบต่อสังคมในทุกมิติ
ในปี 2568 ไทวัสดุได้เพิ่มรถบรรทุกพลังงานสะอาดอีก 10 คัน ส่งผลให้ปัจจุบันมีรถ EV Truck ประเภทรถพ่วงแม่ลูก รวมทั้งสิ้น 22 คัน พร้อมขยายเส้นทางการขนส่งจาก 21 สาขา เป็น 60 สาขา ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนล่าง โดยสามารถลดการใช้น้ำมันได้ 588,157 ลิตร และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 1,611,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปีเดียว
นอกจากนี้ ไทวัสดุมีแผนขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าไปยังพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคใต้ภายในปี 2569 เพื่อให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดครอบคลุมทุกภูมิภาค และสนับสนุนการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
GO Wholesale ดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยนำยานพาหนะไฟฟ้า (EV) ทั้งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและรถสามล้อไฟฟ้า มาใช้ในการขนส่งสินค้าแบบ Last Mile Delivery เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้พลังงานฟอสซิล และลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ
ปัจจุบัน GO Wholesale ใช้ยานพาหนะไฟฟ้าในการขนส่งครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ โดยมีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 86 คัน และรถสามล้อไฟฟ้า 1 คัน พร้อมมีแผนขยายการใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงศึกษาการนำยานพาหนะไฟฟ้าขนาดใหญ่ขึ้นมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและยกระดับการให้บริการในอนาคต
โรบินสันไลฟ์สไตล์ ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อเป็นทางเลือกการเดินทางอย่างยั่งยืน มุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในการตรวจการณ์ความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร พร้อมกำหนดเป็นมาตรฐานการจัดซื้อทดแทนในทุกสาขา
ขณะเดียวกัน ยังมีการใช้รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (รถกอล์ฟ EV) เพื่อให้บริการลูกค้าในลานจอดรถ โดยปัจจุบันมีการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 5 คัน ใน 5 สาขา ได้แก่ ภูเก็ต (ฉลอง) ฉะเชิงเทรา สระบุรี ราชบุรี และท็อปส์พลาซ่าพะเยา และรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า 2 คัน ใน 2 สาขา ได้แก่ ฉะเชิงเทรา และสุพรรณบุรี
เซ็นทรัลพัฒนา จัดงานกรีนเอ็กซ์โปแห่งปี "The Better Futures Project 2025 RE-lifestyle Roadshow" ผนึกกำลัง RIDDARA เปิดตัวรถกระบะไฟฟ้าพุ่มพวงในรูปแบบ "อีเวนต์เคลื่อนที่ รักโลก รักชุมชน" เดินทางจากเหนือจรดใต้ เพื่อส่งต่อความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนสู่ชุมชนทั่วประเทศ
แนวคิดการจัดอีเวนต์เคลื่อนที่ด้วยรถกระบะไฟฟ้าถือเป็นรูปแบบใหม่ของการจัดงานที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 355 กิโลกรัม เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 16 ต้น เมื่อเทียบกับการใช้รถบรรทุก 6 ล้อ โดยรถ 1 คัน เดินทางรวมระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร พร้อมแวะชาร์จไฟฟ้าที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลกว่า 40 สาขา และจุดชาร์จมากกว่า 600 จุดทั่วประเทศ เพื่อจัดกิจกรรมด้านความยั่งยืนที่สนุก เข้าใจง่าย และเข้าถึงผู้คนในหลากหลายพื้นที่
โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ให้บริการรถรับส่งภายในพื้นที่ด้วยรถบั๊กกี้พลังงานไฟฟ้า (Buggy) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และไม่ก่อมลพิษในบริเวณที่พักลูกค้า ปัจจุบันมีการใช้งานรถบั๊กกี้ไฟฟ้ามากกว่า 60 คัน ครอบคลุมหลายแห่ง อาทิ เซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ท ภูเก็ต, เซ็นทารา ซันไรซ่า เรสซิเดนซ์และสวีท ศรีราชา, เซ็นทารา ชานทะเล รีสอร์ทและวิลลา ตราด, เซ็นทาราพัทยา รวมถึงรีสอร์ทในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม และมัลดีฟส์
นอกจากนี้ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ บางกอก พระนคร ยังให้บริการรถตุ๊กตุ๊กพลังงานไฟฟ้า สำหรับการเดินทางในเส้นทางถนนข้าวสารและรอบเขตพระนคร พร้อมทั้งมีบริการจักรยานสำหรับลูกค้าในหลายสาขาและจัดสรรพื้นที่สำหรับจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกับพันธมิตร เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับลูกค้าและสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
การขับเคลื่อน Green Transportation ของกลุ่มเซ็นทรัลสะท้อนการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ในทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่การบริหารจัดการคลังสินค้า ระบบกระจายสินค้า ไปจนถึงการขนส่งปลายทาง โดยอาศัยการนำนวัตกรรมด้านข้อมูล (Data) และเทคโนโลยีอัจฉริยะมาเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ความต้องการ เพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการจัดส่ง ลดของเสียจากกระบวนการโลจิสติกส์ ควบคู่กับการส่งเสริมการคัดแยกขยะและการรีไซเคิลวัสดุจากการดำเนินงาน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
ความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Transportation เกิดขึ้นจากความร่วมมือของบริษัทในเครือและพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน เพื่อยกระดับมาตรฐานการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กรในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยมุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อชุมชน เมือง และคุณภาพชีวิตของผู้คน พร้อมมีส่วนร่วมในการยกระดับมาตรฐานของภาคธุรกิจไทยในการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ในอนาคต กลุ่มเซ็นทรัล มีแผนเดินหน้าขยายการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาด เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในศูนย์กระจายสินค้า และพัฒนาโซลูชันโลจิสติกส์สีเขียวรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและโลกอย่างยั่งยืนในระยะยาว