
กรมทรัพย์สินทางปัญญา ผนึกกำลัง สถาบันอนุญาโตตุลาการ (Thailand Arbitration Center : THAC) ยกระดับบริการระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยและอนุญาโตตุลาการ เพิ่มทางเลือกการยุติข้อพิพาทที่รวดเร็ว เป็นธรรม และสอดคล้องมาตรฐานสากล พร้อมมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรระหว่างสองหน่วยงานให้มีความเชี่ยวชาญยิ่งขึ้น รองรับแนวโน้มข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้หารือร่วมกับ นายสุริยพงศ์ ทับทิมแท้ ผู้อำนวยการสถาบันอนุญาโตตุลาการ เพื่อสานต่อความร่วมมือระหว่างกันภายใต้ MOU ด้านการพัฒนากระบวนการระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 โดยเพิ่มประสิทธิภาพบริการระงับข้อพิพาททางเลือกด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน และส่งเสริมให้มีการใช้กระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หรือกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยยุติข้อพิพาทที่เกิดขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย และช่วยรักษาความสัมพันธ์ของคู่พิพาท

นอกจากนี้ ในปี 2564 กรมฯ ได้นำระบบไกล่เกลี่ยข้อพิพาทออนไลน์มาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้ารับบริการดังกล่าวได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยลดการเผชิญหน้าระหว่างคู่พิพาท และลดการปฏิเสธการเข้าร่วมไกล่เกลี่ยได้ ซึ่งพบว่า การนำระบบออนไลน์มาใช้ ส่งผลให้จำนวนคำขอไกล่เกลี่ยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีการยื่นคำขอทั้งสิ้น 51 เรื่อง เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2563 ที่ยังไม่มีการใช้ระบบออนไลน์ โดยประเด็นข้อพิพาทส่วนใหญ่เป็นเรื่องลิขสิทธิ์ (69%) รองลงมาคือ เครื่องหมายการค้า (21%) และสิทธิบัตร (10%) ทั้งนี้ สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยสำเร็จ 50% ไม่สำเร็จ 10% และคู่กรณีไม่เข้าร่วมการไกล่เกลี่ย 40% โดยใช้ระยะเวลาไกล่เกลี่ยเฉลี่ย 45 วันต่อเรื่อง (น้อยสุด 14 วัน และมากสุด 90 วัน)
นางอรมน เผยว่า จากการหารือร่วมกันระหว่างกรมฯ และ THAC ครั้งนี้ ทั้งสองหน่วยงานเห็นพ้องว่า สถานการณ์ทางการค้าในยุคปัจจุบันที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกับธุรกิจในหลายมิติและมีแนวโน้มจะเกิดข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การพัฒนากระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือก ไม่ว่าจะเป็นการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทหรืออนุญาโตตุลาการ จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยในเบื้องต้นทั้งสองหน่วยงานได้วางแนวทางร่วมกันที่จะพัฒนาศักยภาพของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ให้มีความเชี่ยวชาญและเสริมทักษะความชำนาญในการระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้ครบถ้วนรอบด้าน ทันสมัย และตอบโจทย์บริบททางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยจะมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ความเชี่ยวชาญระหว่างกันและกัน ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ และการสัมมนา ตลอดจนศึกษาเรียนรู้กรณีตัวอย่างจากต่างประเทศ เพื่อยกระดับกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือกด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้มีมาตรฐานทัดเทียมนานาประเทศ ซึ่งทั้งสองหน่วยงานจะมีการหารือและกำหนดแผนงานร่วมกันต่อไป