
โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ดำเนินกิจกรรม "ความหลากหลายทางชีวภาพในชุมชนของฉัน" เพื่อเฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมุ่งส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้จากการสำรวจสิ่งมีชีวิตและทรัพยากรชีวภาพในชุมชนของตนเอง ผ่านความสงสัย คำถาม และการลงมือปฏิบัติจริง
กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากโรงเรียนทั่วประเทศ มีผลงานส่งเข้าร่วมมากกว่า 200 โครงการ และได้คัดเลือกบางส่วนมาจัดแสดงนิทรรศการและร่วมเสวนาในงาน ครบรอบ 15 ปี โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย สะท้อนพลังการเรียนรู้ของเด็กไทยจากรากฐานชุมชนสู่ความเข้าใจโลกอย่างลึกซึ้ง
เด็กเรียนรู้จาก "สิ่งใกล้ตัว" สู่การดูแลโลก
นางฤทัย จงสฤษดิ์ วิทยากรหลักอาวุโส โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ประทับใจในความคิดสร้างสรรค์และความตระหนักต่อสังคมและชุมชนของเด็ก ๆ ที่สะท้อนผ่านโครงงานหลากหลาย เช่น
- แกงแค : หม้อแกงที่รวมความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมล้านนา
- สำรวจไลเคน : นักทำนายอากาศบริสุทธิ์แห่งโรงเรียนบนดอย
- เห็ดเผาะ : เด็กหญิงกับเห็ดป่าสลักพระหลังฝนแรก
- เสียงน้ำและสิ่งมีชีวิตรอบไอย ปาโจ ของเด็กน้อยบ้านเจาะบือแม
- อิ๊หย๋อ หิมะในดิน ณ ถิ่นคะแนง
- กว๊านพะเยา : เด็กน้อยกับคำถามความหลากหลายของสัตว์น้ำในบึงใหญ่
หัวใจสำคัญของโครงการคือ การเริ่มต้นจากสิ่งที่ "ใกล้ตัวและมีความหมาย" ต่อเด็ก ไม่ว่าจะเป็นตลาดท้องถิ่น สวนหลังโรงเรียน ทุ่งนา ป่าชายเลน ควาย หรืออาหารพื้นบ้าน เพราะเด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากสิ่งที่เขาเชื่อมโยงกับชีวิตจริงครูไม่ใช่ผู้ให้คำตอบ แต่คือผู้ร่วมเรียนรู้
นางฤทัยเน้นย้ำว่า บทบาทของครูคือผู้สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมให้เด็กเกิดความสงสัย ตั้งคำถาม และกล้าค้นหาคำตอบ เช่น"ทำไมข้าวโพดฝักนี้มีหลายสี?""ค้างคาวทำไมนอนห้อยหัว?"
ครูไม่จำเป็นต้องมีคำตอบทันที แต่ทำหน้าที่ ฟัง ชวนคิด และชวนทดลอง ไปพร้อมกับเด็ก เปิดพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กกล้าคิด กล้าถาม และกล้าลอง เพราะความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
แนวคิดการเรียนรู้แบบ Co-Construction of Learning ทำให้ครูเป็น "ผู้ร่วมเรียนรู้ (Co-learner)" เด็กได้เรียนรู้จากเพื่อน การแลกเปลี่ยน และการทำงานกลุ่ม พร้อมพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีระบบผ่านกระบวนการรู้คิด หรือ Metacognition
เสียงจากครูและเด็ก: พลังการเรียนรู้ที่มีชีวิต
คุณครูกัญญาณัฐ แซ่อ๋อง ครูที่ปรึกษาโครงงาน ชะมดต้น สมุนไพรจากดอกไม้ริมทาง จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า เด็กมีความสุขและกระตือรือร้นมากขึ้นเมื่อได้เรียนรู้จากสิ่งที่ตนเองสนใจ การทำโครงงานช่วยฝึกการแก้ปัญหา วางแผน บันทึกข้อมูล และต่อยอดการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน
คุณครูสุวภา บุญอุไร โรงเรียนบ้านหนองเสือช้าง (จรุงราษฎร์พัฒนา) จังหวัดชลบุรี เล่าว่า การปรับป่าชุมชนให้เป็นห้องเรียน ทำให้เด็กเห็นว่าการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่ในห้องเรียน เด็กทุกคนมีแสงสว่างในตัวเอง หากมีครูและผู้บริหารคอยสนับสนุน
ขณะที่ครูเรวดี จันดอนแดง โรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี กล่าวถึงโครงงาน อุบลราชธานี มีปลาแซ่บหลาย (Home Hug โฮมฮัก กินปลา พาแลง) ว่า ทำให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า"เด็กไม่ใช่แจกันที่รอให้คนมาใส่ แต่เป็นไฟที่รอให้คนมาจุด"
ด้านเด็กหญิงอลิสา อ่อนสำลี นักเรียนอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเฟื่องฟ้าวิทยา จังหวัดปทุมธานี เจ้าของโครงงาน พืชน้ำตัวจิ๋วกับการบำบัดน้ำ กล่าวว่า ภูมิใจที่ได้เรียนรู้ว่าพืชน้ำในคลองชุมชนช่วยทำให้น้ำสะอาดและเป็นบ้านของสัตว์น้ำเล็ก ๆ พร้อมตระหนักว่าหากทุกคนช่วยกันไม่ทิ้งขยะ คลองก็จะสะอาดและน่าอยู่
จากมือเด็กๆ ของเด็ก สู่การสร้างจิตสำนึกและทักษะในการใส่ใจโลก
กิจกรรม "ความหลากหลายในชุมชนของฉัน" โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย จึงเป็นภาพสะท้อนชัดเจนของการเรียนรู้ที่มีชีวิต ผ่านธรรมชาติจริง ชุมชนจริง และคำถามจริงของเด็ก จนกลายเป็นประสบการณ์ที่ฝังอยู่ในความคิด ความรู้สึก และการกระทำของเด็กไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ปี 2569 "รักชาติไทย ใส่ใจโลก" ไม่ใช่เพียงถ้อยคำสวยงาม แต่คือทิศทางการเรียนรู้ของเด็กไทยในยุคใหม่ การเติบโตบนรากเหง้าของชุมชน ควบคู่กับหัวใจที่เข้าใจและหวงแหนรักษ์โลก