จากความสำเร็จระดับโลก สู่การลงมือทำในระดับท้องถิ่น ประเทศไทยจะสามารถพลิกโฉมการจัดการความเสี่ยงจากอุทกภัยได้อย่างไร

ข่าวทั่วไป Friday January 23, 2026 09:10 —ThaiPR.net

จากความสำเร็จระดับโลก สู่การลงมือทำในระดับท้องถิ่น ประเทศไทยจะสามารถพลิกโฉมการจัดการความเสี่ยงจากอุทกภัยได้อย่างไร

โดย คาเรล ไฮเนิร์ต ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการจัดการน้ำ แฮสโคนิ่ง

ประเทศไทยมีชื่อเสียงด้านวัฒนธรรมอันหลากหลาย ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ และทรัพยากรน้ำที่อุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายด้านอุทกภัยอย่างต่อเนื่องทุกปี เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ชุมชน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น จึงจำเป็นต้องบูรณาการการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และนำนวัตกรรมต่างๆ มาใช้ในทุกมิติ

จากความสำเร็จระดับโลก สู่การลงมือทำในระดับท้องถิ่น ประเทศไทยจะสามารถพลิกโฉมการจัดการความเสี่ยงจากอุทกภัยได้อย่างไร

ทรัพยากรน้ำและความท้าทายของประเทศไทย

ประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีแม่น้ำสายสำคัญหลายสายไหลผ่าน เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา ที่ไหลผ่านกรุงเทพมหานคร และแม่น้ำโขงซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่ใช้ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้าน แม่น้ำเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การคมนาคม และการดำรงชีวิตของประชาชน ขณะเดียวกันก็เป็นความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมทุกปี ในช่วงฤดูมรสุมฝนที่ตกหนักทำให้ระบบระบายน้ำในเขตเมืองและโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันน้ำท่วมไม่สามารถรองรับได้ ดังที่เห็นได้จากอุทกภัยครั้งใหญ่ในกรุงเทพมหานครเมื่อปี 2554

การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว การเพิ่มขึ้นของเขตอุตสาหกรรม และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้น ระดับน้ำทะเลที่หนุนสูงเป็นความท้าทายต่อการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ที่ต้องอาศัยแนวทางแบบองค์รวมที่สร้างสมดุลระหว่างการป้องกันน้ำท่วม จัดการคุณภาพน้ำ สร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศ ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

บทเรียนจากประเทศชั้นนำระดับโลก

ประเทศต่างๆ เช่น เนเธอร์แลนด์และสิงคโปร์ ล้วนมีประสบการณ์ในการบริหารจัดการน้ำ พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเนเธอร์แลนด์อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล จึงใช้แนวทางและมาตรการต่างๆ ในการป้องกันน้ำท่วม เช่น การย้ายคันกั้นน้ำ การถมที่ดิน การสร้างกำแพงกันคลื่น การเสริมชายฝั่งแบบอเนกประสงค์ และระบบพยากรณ์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง นวัตกรรมเหล่านี้ทำให้เนเธอร์แลนด์สามารถปรับตัวได้ทันกับสภาวะการเปลี่ยนแปลง และแก้ไขจุดอ่อนของประเทศให้มีความมั่นคงทางทรัพยากรมากขึ้น

สิงคโปร์เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของประเทศที่สามารถจัดการเมืองอย่างเป็นระบบ ด้วยการบูรณาการพื้นที่สีเขียว การวางผังเมืองที่คำนึงถึงทางน้ำ และระบบระบายน้ำอัจฉริยะ แนวทางของสิงคโปร์ได้ผสมผสานพื้นที่กักเก็บน้ำตามธรรมชาติเข้ากับโครงสร้างทางวิศวกรรม เพื่อป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

แนวคิดหลักในการปกป้องประเทศเนเธอร์แลนด์จากน้ำท่วม คือ การเปลี่ยนจากการเสริมเขื่อนแบบดั้งเดิมไปสู่แนวทางเชิงนวัตกรรมที่อิงธรรมชาติที่เรียกว่า "Room for the River" หรือ "พื้นที่รองรับน้ำจากแม่น้ำ" แนวทางนี้มุ่งเพิ่มพื้นที่และความจุให้กับแม่น้ำ โดยการขยายลำน้ำ สร้างทางผันน้ำ ขยับแนวคันกั้นน้ำ และใช้พื้นที่ทุ่งรับน้ำหรือพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นพื้นที่รองรับเมื่อน้ำสูงขึ้น ทั้งยังบูรณาการกับการวางผังเมืองและภูมิทัศน์ โดยกำหนดบางพื้นที่ให้ทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำในช่วงน้ำหลาก และใช้เป็นสวนสาธารณะหรือพื้นที่สันทนาการในช่วงปกติ การสร้างแบบจำลองการบริหารจัดการน้ำ การติดตามตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ภายใต้หลักการบริหารจัดการแบบยืดหยุ่น และสอดคล้องกับลักษณะภูมิศาสตร์และอุทกวิทยาของแต่ละพื้นที่

บทเรียนจากสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนาม

สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนาม เป็นสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลก และเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญในด้านการเกษตรกรรมและเศรษฐกิจที่สำคัญของเวียดนาม พื้นที่นี้เผชิญกับความเสี่ยงจากอุทกภัยทุกปี ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น การทรุดตัวของแผ่นดิน และมรสุมที่รุนแรงเป็นความท้าทายอย่างมากต่อการจัดการน้ำ เวียดนามจึงได้พัฒนาโครงการบูรณาการสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในระดับภูมิภาค (MDIRP) ภายใต้คำปรึกษาของแฮสโคนิ่ง (Haskoning) และการสนับสนุนเงินทุนจากธนาคารโลก (World Bank)

โครงการนี้มุ่งสร้างเสถียรภาพในทุกด้าน ทั้งภาคเกษตรกรรม การประปา การขนส่ง และสิ่งแวดล้อม โดยการนำระบบการแบ่งเขตพื้นที่มาใช้โดยพิจารณาจากสภาพธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน สภาพของดิน ความเสี่ยงจากน้ำท่วม และปริมาณน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน จากการแบ่งเขตนี้ทำให้สามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมได้ โครงการนี้ประสบความสำเร็จและแสดงให้เห็นว่า การบูรณาการแนวทางการจัดการน้ำช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นได้อย่างคล่องตัว บริหารจัดการความเสี่ยง และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต

การจัดการเชิงกลยุทธ์สำหรับประเทศไทย

ภาวะโลกร้อนกำลังเร่งความรุนแรงและความถี่ของอุทกภัยให้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครกำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น การทรุดตัวของแผ่นดิน และปริมาณน้ำหลากจากป่าต้นน้ำที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับ หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ต้องเผชิญกับภาวะฝนตกหนักผิดปกติที่เชื่อมโยงกับปรากฎการณ์ แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ (Atmospheric River)

ประเทศไทยสามารถเริ่มต้นด้วยโครงการนำร่องในพื้นที่เสี่ยงภัยสูงโดยไม่ต้องรอแผนงานระยะยาว เช่น สร้างคันกั้นน้ำธรรมชาติ ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกัน ในพื้นที่รอบกรุงเทพและพื้นที่ต้นน้ำ โดยการทดสอบและปรับปรุงแนวทางแก้ไขปัญหาแล้วจึงขยายผลไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ภายใต้ความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนท้องถิ่น ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ตลอดจนถึงความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือกับประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยใช้เทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการ เช่น การสร้างเขื่อนกั้นน้ำแบบไดนามิก (dynamic dykes), เทคโนโลยีในการพยากรณ์น้ำ (flood forecasting) และแนวทางแก้ไขตามธรรมชาติ (nature-based solutions) เป็นต้น

กลยุทธ์หลัก คือ "การวางแผนแบบองค์รวม (holistic planning)" ซึ่งบูรณาการแผนการป้องกันน้ำท่วมเข้ากับการพัฒนาเมือง เกษตรกรรม การขนส่ง และการอนุรักษ์ระบบนิเวศ รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม นอกจากนี้การบริหารจัดการน้ำควรผนวกเข้ากับนโยบายในด้านต่างๆ เช่น การใช้ประโยชน์ที่ดิน การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป การจัดการคุณภาพน้ำ และการรับมือกับภัยพิบัติ เพื่อให้เกิดความสอดคล้องในทุกมิติ และสร้างระบบการจัดการที่ยั่งยืน การพัฒนานี้ควรดำเนินการภายใต้วิสัยทัศน์ในระยะยาวแทนที่จะใช้มาตรการรับมือในระยะสั้น เพราะการพัฒนาขีดความสามารถของเมืองในการรับมือกับภัยน้ำท่วม เป็นกระบวนการที่ต้องวางแผนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

บทบาทและความเชี่ยวชาญในระดับนานาชาติของแฮสโคนิ่ง

แฮสโคนิ่ง (Haskoning) เป็นบริษัทที่มีประสบการณ์การทำงานให้กับประเทศไทยมากว่า 50 ปี ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง ชัชวาลย์-รอยัล แฮสโคนิ่ง (C-RH) ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการประเมินอุทกวิทยา การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อควบคุมน้ำท่วม, โครงการด้านสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของชุมชน โครงการระบบป้องกันน้ำท่วมสำหรับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งนำเทคโนโลยีพอลเดอร์ (polder) ที่ใช้การถมและยกระดับพื้นที่ร่วมกับระบบกักเก็บและควบคุมน้ำเพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานจากน้ำท่วมได้สร้างมาตรฐานในการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ให้กับประเทศไทย (benchmark)

แฮชโคนิ่ง (Haskoning) ยังประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ในการรับมือกับมหาอุทกภัยในปี 2554 ทำให้ธุรกิจเหล่านั้นสามารถประกอบธุรกิจได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้แฮสโคนิ่งยังมีส่วนร่วมในแผนการจัดการน้ำแบบบูรณาการในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภายใต้การสนับสนุนและความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ปัญหาตามธรรมชาติ และแนวทางการวางแผนที่ยืดหยุ่น เพื่อสร้างขีดความสามารถในการรับมือกับน้ำท่วมอย่างยั่งยืนให้กับกรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ แฮสโคนิ่ง ยังสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการ Ocean Cleanup ในการจัดการขยะพลาสติกในแม่น้ำ แก้ไขปัญหามลพิษควบคู่ไปกับการบรรเทาอุทกภัย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการบริหารจัดการน้ำจำเป็นต้องดำเนินการในหลายมิติ ภายใต้การสนับสนุนของชุมชน การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ควบคู่กับการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ

อนาคตของประเทศไทยขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น ควบคู่กับการวางแผนในระยะยาว การประยุกต์ใช่นวัตกรรมใหม่ การเสริมสร้างความร่วมมือ และการใช้ศักยภาพของชุมชนท้องถิ่น ล้วนเป็นกุญแจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว แฮสโคนิ่งมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนประเทศไทยด้วยความเชี่ยวชาญระดับนานาชาติ และแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงนวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนความเปราะบางให้เป็นความยืดหยุ่นอันเป็นแนวทางที่ยั่งยืน และทำให้อุทกภัยไม่ใช่วิกฤต แต่เป็นโอกาสในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไป


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ