
OEE (Overall Equipment Efficiency) คือ ตัวชี้วัดที่สำคัญที่ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรและกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม การวัด OEE ช่วยให้ธุรกิจสามารถระบุจุดอ่อนในกระบวนการผลิตและปรับปรุงเพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน
ในบทความนี้ เราจะอธิบายว่า OEE คืออะไร วิธีการคำนวณ OEE และทำไม OEE จึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต
OEE คืออะไร?OEE หรือ Overall Equipment Efficiency คือ ค่าชี้วัดที่ใช้ในการวัดประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องจักรในกระบวนการผลิต โดยจะประเมินจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่:
การคำนวณ OEE จะช่วยให้ธุรกิจสามารถระบุสาเหตุของการสูญเสียและพัฒนากระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีการคำนวณ OEEการคำนวณ OEE ทำได้ง่ายๆ โดยการนำค่าจาก 3 ปัจจัยหลักมาคูณกันตามสูตร:
OEE = Availability ? Performance ? Quality
ตัวอย่างการคำนวณ OEEสมมติว่าเครื่องจักรทำงาน 8 ชั่วโมง (480 นาที) โดยหยุดพัก 30 นาทีจากการบำรุงรักษา และผลิตได้ 400 ชิ้นจากเป้าหมาย 500 ชิ้น
- Availability (ความพร้อมใช้งาน): 450 นาที / 480 นาที = 0.9375 หรือ 93.75%
- Performance (ประสิทธิภาพ): 400 ชิ้น / 500 ชิ้น = 0.8 หรือ 80%
- Quality (คุณภาพ): 400 ชิ้นที่ผลิตได้มีคุณภาพ 100%
การคำนวณ OEE = 0.9375?0.8?1=0.75 หรือ 75 นั่นเอง
ทำไม OEE จึงสำคัญ?ในอุตสาหกรรมการผลิต OEE เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินการทำงานของเครื่องจักร โดยเฉพาะในโรงงานที่มีเครื่องจักรหลายตัวและมีการผลิตในปริมาณสูง โดย OEE ช่วยให้ธุรกิจสามารถ:
- ติดตามการทำงานของเครื่องจักร
- ระบุปัญหาที่เกิดจากการหยุดทำงานหรือการผลิตที่มีประสิทธิภาพต่ำ
- ควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน
OEE เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการวัดประสิทธิภาพของเครื่องจักรและกระบวนการผลิต ช่วยให้ธุรกิจสามารถระบุจุดที่สูญเสียประสิทธิภาพ และปรับปรุงกระบวนการเพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และปรับปรุงคุณภาพ โดยการคำนวณ OEE และการติดตามค่าดังกล่าวอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันในตลาดได้ดียิ่งขึ้นแน่นอนว่านอกเหนือจากการคำนวณแล้ว การปรับปรุงและพัฒนาย่อมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และการใช้ตัวช่วยอย่าง MES และ ERP เข้ามาช่วยเหลือย่อมเป็นหนทางที่น่าสนใจไม่น้อย โดยคุณสามารถอ่านข้อมูลทั้งหมดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ARES