
รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับ นายวรทัศน์ ตันติมงคลสุข กรรมการรองเลขาธิการ สภาหอการค้าไทยแห่งประเทศไทย และกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการการค้าชายแดน และ นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการการค้าชายแดน สภาหอการค้าไทยแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วชิร คูณทวีเทพ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ และรักษาการคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกันแถลงข่าวผลการสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นการค้าชายแดนและค้าผ่านแดนของไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนภาพรวมสถานการณ์ แนวโน้ม และระดับความเชื่อมั่นด้านการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนของไทย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่ง FBI = Foreign Border Trade Sentiment ได้ทำการสำรวจผู้ประกอบการ จำนวน 499 ตัวอย่าง ทั่วทุกภูมิภาคทั้งนี้ ผลการสำรวจพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนของไทยในระยะสั้นอยู่ที่ระดับ 38.7 ระยะกลางอยู่ที่ 43.1 และระยะยาวอยู่ที่ 47.5 สะท้อนให้เห็นว่าภาคการค้าชายแดนและการค้าข้ามแดนยังคงมีความท้าทายในระยะสั้น แต่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในระยะกลางและระยะยาวสำหรับปัจจัยบวกที่สนับสนุนการค้าชายแดนและการค้าข้ามแดนของไทยในปีนี้ ได้แก่ ความต้องการสินค้าจากประเทศไทยที่เพิ่มขึ้น แผนและมาตรการของภาครัฐในการส่งเสริมผู้ประกอบการชายแดน นโยบายความร่วมมือทางการค้าระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงระบบการทำธุรกรรมทางการเงินที่มีความสะดวกมากขึ้น นอกจากนี้ ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ การพัฒนาระบบด่านศุลกากรให้ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้าน และการยกระดับจุดผ่านแดนให้เป็นด่านถาวร ล้วนเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการขยายตัวของการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนของไทยในระยะต่อไป

สำหรับปัจจัยลบ โดยผู้ประกอบการมีความกังวลอย่างมากจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดน ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ระบบราชการและธรรมาภิบาล ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ
นอกจากนี้ ยังทำการสำรวจถึงประเด็นห่วงใยด้านการค้าชายแดนและค้าข้ามแดน พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงเป็นห่วงสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ รวมถึงความสัมพันธ์และนโยบายระหว่างประเทศ ปัญหาระบบและธรรมาภิบาลภาครัฐ
ขณะเดียวกันสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐ พบว่าผู้ประกอบการเห็นตรงกันว่า ภาครัฐควรมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่1) ลดอุปสรรคทางการค้าและเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ เร่งเจรจา FTA และลดมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTM/NTB) พร้อมแยกประเด็นการค้าออกจากความขัดแย้งทางการเมือง2) ปรับปรุงกฎระเบียบและกระบวนการภาครัฐ ให้สอดคล้องกับบริบทการค้าชายแดน เพื่อเพิ่มความสะดวก โปร่งใส และรวดเร็ว3) พัฒนาระบบการชำระเงินและพิธีการศุลกากร โดยเฉพาะระบบชำระเงินข้ามแดนและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล4) เสริมธรรมาภิบาลและเสถียรภาพพื้นที่ชายแดน ลดปัญหาคอร์รัปชัน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ การแถลงข่าวดังกล่าวจัดขึ้นในวันพุธที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 11.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อาคาร 24 ชั้น 15