
ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติไป่หยุน เมืองกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีนอธิบดีกรมประมง นำคณะผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วม การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในเขตเศรษฐกิจเอเปค (Workshop on Sharing Best Public and Private Practices in the Aquaculture Sector and Coexisting with Biodiversity in the APEC Region) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือของคณะทำงานด้านมหาสมุทรและการประมงเอเปค (Ocean and Fisheries Working Group : OFWG) และเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค 2026 (APEC 2026) โดยมีผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ ผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน จากองค์กรระหว่างประเทศและประเทศสมาชิกจากเขตเศรษฐกิจเอเปคเข้าร่วม อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี ฮ่องกง นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ชิลี เม็กซิโก เปรู รัสเซีย ปาปัวนิวกินี เวียดนาม และประเทศไทย เข้าร่วมประชุม
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การประชุมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างเขตเศรษฐกิจเอเปคในการยกระดับศักยภาพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เติบโตควบคู่กับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนเพิ่มความสามารถในการปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารและตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการพัฒนานโยบายและแนวทางความร่วมมือเชิงบูรณาการ เพื่อขับเคลื่อนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สามารถอยู่ร่วมกับความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างสมดุลและยั่งยืน ซึ่งสาระสำคัญของการประชุม ประกอบด้วย
ในโอกาสนี้ กรมประมงจึงได้นำเสนอแนวทาง "แนวปฏิบัติภาครัฐของไทยในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน : การสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการผลิต การติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลภายใต้กรอบกฎหมาย ผ่านการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม" (Thailand's Public-Sector Practices in Sustainable Aquaculture: Balancing Productivity, Environmental Monitoring, and Regulatory Oversight through Technology) ซึ่งเป็นไปตามที่กรมประมงได้มีการกำหนดกรอบนโยบายและกฎระเบียบด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างสมดุลในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการบูรณาการความร่วมมือภายใต้นโยบาย "Fisheries Connect for Sustainability" เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน ซึ่งการนำเสนอครั้งนี้ ได้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการมุ่งสู่การพลิกโฉมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (Aquaculture Transformation) โดยให้ความสำคัญกับ 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
นอกจากนี้ กรมประมงยังได้นำเสนอการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการดำเนินโครงการความร่วมมือด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ องค์กรข่ายงานศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแห่งเอเชียแปซิฟิก (Network of Aquaculture Centres in Asia-Pacific : NACA) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO) ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคาร์บอนต่ำในฟาร์มกุ้งทะเล (Shrimp Decarbonization Initiative) การประยุกต์ใช้แนวทางแก้ไขปัญหาที่อาศัยธรรมชาติ (Nature-based Solutions : NbS) อาทิ การเพาะเลี้ยงแบบผสมผสานและการเพาะเลี้ยงหลายระดับโภชนาการ (Integrated Multitrophic Aquaculture : IMTA) การเลี้ยงปลาในนาข้าว (Rice-Fish Culture) การใช้โปรตีนทางเลือกจากหนอนแมลงวันลายเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์น้ำ และการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ไม่ต้องให้อาหาร เช่น สาหร่ายทะเลและปลิงทะเล ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ ขณะเดียวกัน กรมประมงยังได้ผลักดันการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน อาทิ ระบบเพาะเลี้ยงแบบหมุนเวียนน้ำ (Recirculating Aquaculture Systems : RAS) การลดต้นทุนพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมถึงการใช้เครื่องให้อากาศอัจฉริยะ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ
ด้านการตรวจสอบย้อนกลับและการกำกับดูแลตลอดห่วงโซ่การผลิต ผ่านระบบติดตามคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ และระบบตรวจวินิจฉัยโรคสัตว์น้ำพร้อมให้คำแนะนำทางไกล ซึ่งช่วยยกระดับความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอาหาร เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการฟาร์มและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยสู่ความยั่งยืนในระดับสากลอธิบดีกรมประมงกล่าวในตอนท้ายว่า การเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทเชิงรุกและความมุ่งมั่นของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการบูรณาการความร่วมมือกับเขตเศรษฐกิจเอเปค
โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยพร้อมเดินหน้าเป็นภาคีที่เข้มแข็งและมีความรับผิดชอบบนเวทีนานาชาติ ในการร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ถ่ายทอดองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเสริมสร้างความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน สร้างความสมดุลประสิทธิภาพการผลิต เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ผ่านการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม อันจะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหาร การเติบโตทางเศรษฐกิจ และความสมดุลของระบบนิเวศในระยะยาวต่อไป