
ประเทศไทยกำลังทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารจากพืช (Plant-based) ระดับโลก ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนอย่างจริงจัง ทั้งนี้ แผนกลยุทธ์ด้านอาหารจากพืชระดับชาติ ผสานกับกลยุทธ์ที่ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่อุตสาหกรรมอาหารของไทย การนำวัตถุดิบที่เหลือจากกระบวนการผลิตหรือ "Side Streams" มาอัปไซเคิลจึงกลายเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งในอนาคต ทั้งในมิติของเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

ตลาดอาหารจากพืชของไทยกำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด
ตลาดอาหารจากพืชหรือ Plant Based ของไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีมูลค่าแตะ 4.5 หมื่นล้านบาทในปี 2568 ซึ่งได้รับแรงขับจากความตระหนักรู้ในเรื่องสุขภาพที่เพิ่มขึ้นและความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาทางเลือกอาหารที่ยั่งยืน และคาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 10% ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังขยายการส่งออกอาหารแห่งอนาคต ซึ่งรวมถึงอาหารฟังก์ชันและโปรตีนทางเลือก โดยในปี 2566 การส่งออกในผลิตภัณฑ์กลุ่มดังกล่าวมีมูลค่า 1.43 แสนล้านบาท คิดเป็น 9% ของการส่งออกอาหารไทยทั้งหมดภายในปี 2570 ไทยตั้งเป้าที่จะผลักดันการส่งออกอาหารแห่งอนาคตให้มีมูลค่าถึง 3.5 แสนล้านบาท ตามข้อมูลของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) นอกจากนี้ ในฐานะผู้ส่งออกแป้งมันสำปะหลังระดับแนวหน้าของโลก ไทยครองส่วนแบ่งการตลาดส่งออกถึง 57% ของโลก และเป็นผู้ส่งออกมะพร้าว ข้าว และผลผลิตทางการเกษตรอื่น ๆ รายใหญ่ ประเทศไทยจึงอุดมไปด้วยวัตถุดิบที่เหลือจากการเกษตรจำนวนมหาศาลที่สามารถนำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าเป็นโปรตีน เส้นใยอาหาร หรือส่วนผสมของแป้งเพื่อป้อนสู่ตลาดโลกได้
การอัปไซเคิล: ตัวขับเคลื่อนการเติบโตที่มักถูกมองข้าม
กระบวนการแปรรูปวัตถุดิบจากพืชจะเกิดวัตถุดิบที่เหลือจากการผลิตปริมาณมหาศาล เช่น กากอัดที่อุดมด้วยโปรตีน ส่วนประกอบของเส้นใยอาหาร หรือแป้ง สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นขยะ บัดนี้ได้กลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูง การอัปไซเคิลนำเทคโนโลยีการแยกส่วน (Separation Technology) ที่ทันสมัยมาใช้เพื่อเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่มาจากวัตถุดิบเหลือจากการผลิตเหล่านี้ให้เป็นส่วนผสมที่มีมูลค่าสูง เช่น โปรตีนเข้มข้น เส้นใยอาหารเชิงฟังก์ชัน หรือผลิตภัณฑ์ประเภทแป้ง ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับตลาดส่งออกที่กำลังเติบโตของอาหารแห่งอนาคต อาหารฟังก์ชัน และอาหารทางเลือกจากพืช ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถเพิ่มผลผลิต ลดปริมาณขยะ และปลดล็อกแหล่งรายได้ใหม่ ๆ พร้อมทั้งสนับสนุนโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) ระดับชาติ
นายกมล พรชัยชนะกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัท ฟลอทท์เวก (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "บริษัทใดก็ตามที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบที่เหลือจากการผลิตกำลังปล่อยให้รายได้หลุดลอยไป หากใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สิ่งที่เหลือจากการผลิตของบริษัทก็จะไม่ใช่สิ่งไร้ค่าอีกต่อไป แต่ยังสามารถนำมาทำการตลาดในฐานะวัตถุดิบคุณภาพสูงได้อีกด้วย"
เทคโนโลยีการแยกส่วนที่ทันสมัยในฐานะกลไกขับเคลื่อนสำคัญ
ในกระบวนการผลิตโปรตีนและแป้งระดับอุตสาหกรรม การแยกของแข็งและของเหลวมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เครื่องเหวี่ยงหนีศูนย์กลางระดับอุตสาหกรรม (Centrifuges) ช่วยให้การแยกอนุภาคขนาดเล็ก การรีดน้ำออกจากของเหลวแขวนลอยที่มีเส้นใยสูง และการสกัดส่วนประกอบผลิตภัณฑ์แบบเฉพาะเจาะจงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการหลายขั้นตอน เช่น การสกัด การล้าง และการแยกส่วน จะส่งผลให้
- ผลผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น
- คุณภาพผลิตภัณฑ์คงที่
- กระบวนการผลิตที่มีความเสถียรแม้คุณสมบัติของวัตถุดิบอาจแปรผัน
- การลดความสูญเสียและการใช้พลังงานลงอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยที่กล่าวมานี้ทำให้การอัปไซเคิลไม่เพียงแต่เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังมีความน่าสนใจในเชิงเศรษฐศาสตร์และสามารถขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับระดับอุตสาหกรรมได้
ประเทศไทยอยู่ในจุดที่ได้เปรียบ
ประเทศไทยมีทั้งตลาดอาหารจากพืชโตเร็วและได้รับการสนับสนุนรูปแบบการผลิตแบบหมุนเวียนจากภาครัฐอย่างจริงจัง โดยกลยุทธ์ BCG ของประเทศและแผนกลยุทธ์ด้านอาหารจากพืชระดับชาติช่วยส่งเสริมให้ผู้ผลิตยกระดับประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร ลดปริมาณขยะ และปลดล็อกมูลค่าใหม่จากวัตถุดิบที่เหลือจากการผลิตทางการเกษตร ในขณะเดียวกัน บทบาทของไทยในฐานะผู้ส่งออกแป้งมันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก และผู้จัดหามะพร้าว ข้าว และพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอื่น ๆ ช่วยให้ผู้ผลิตภัณฑ์แปรรูปสามารถเข้าถึงวัตถุดิบที่เหลือจากการผลิตที่มีอยู่มากมาย ซึ่งสามารถเพิ่มคุณภาพของส่วนผสมของโปรตีน เส้นใยอาหาร หรือแป้งที่มีมูลค่าสูง ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการสนับสนุนเชิงนโยบาย ความพร้อมของวัตถุดิบ และการเติบโตของตลาด ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีการแยกส่วนที่ทันสมัยและนวัตกรรมกระบวนการอัปไซเคิล
นายกมล พรชัยชนะกิจ จากฟลอทท์เวก กล่าวเสริม "ขณะนี้ผู้ผลิตในไทยมีโอกาสที่จะสร้างมาตรฐานระดับสากลในการผลิตโปรตีนจากพืชอย่างยั่งยืน การอัปไซเคิลคือเสาหลักสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้"
Flottweg: พันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจในประเทศไทยมากว่า 30 ปี
Flottweg ผู้ผลิตเครื่องจักรจากเยอรมนี เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านการแยกของแข็งและของเหลวเชิงกล โดยดำเนินธุรกิจในตลาดไทยมานานกว่าสามทศวรรษ บริษัทมุ่งสนับสนุนผู้ผลิตอาหารในการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบที่เหลือจากการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่กระบวนการผลิตที่มีอยู่เดิม
Flottweg มีเครื่อง Decanter เครื่อง Separator และเครื่อง Belt Press ที่ช่วยสกัดโปรตีน เส้นใยอาหาร และแป้งจากวัตถุดิบพืชกลับมาใช้ใหม่ในระดับอุตสาหกรรมได้ ซึ่งเป็นการวางรากฐานทางเทคโนโลยีเพื่อความสำเร็จในการอัปไซเคิล
โดยผู้ผลิตจะได้รับประโยชน์พิเศษที่ไม่มีใครเหมือนดังต่อไปนี้
- การวิเคราะห์วัตถุดิบที่เหลือจากการผลิตและการประเมินศักยภาพในการอัปไซเคิล
- การปรับปรุงหรือดัดแปลงอุปกรณ์ที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
- ผลผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นจากเทคโนโลยีการแยกส่วนที่แม่นยำและต่อเนื่อง
- กระบวนการผลิตโปรตีน เส้นใยอาหาร หรือแป้งที่มีความเสถียรสูง แม้สภาวะของวัตถุดิบป้อนเข้าหรือ Feed Condition จะมีความผันผวนก็ตาม
ด้วยวิธีนี้ Flottweg จึงมีส่วนช่วยให้บริษัทต่าง ๆ ในประเทศไทยสามารถจัดการการผลิตให้ใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความเสถียร และพร้อมรองรับอนาคตได้มากยิ่งขึ้น
พบกับผู้เชี่ยวชาญได้ที่งาน VICTAM Asia 2026
ร่วมพบปะผู้เชี่ยวชาญของ Flottweg ได้ที่งาน VICTAM Asia 2026 (วันที่ 10-12 มีนาคม) และมาดูกันว่าการอัปไซเคิลสามารถช่วยให้คุณสร้างผลกำไรได้ทันทีอย่างไร พร้อมศึกษาข้อมูลเชิงลึกจากการปฏิบัติจริงว่า วัตถุดิบที่เหลือจากการผลิตสามารถนำมาวิเคราะห์ แยกส่วน และยกระดับให้เป็นส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ที่สร้างผลกำไรได้อย่างไร
นัดหมายรับคำปรึกษาที่สำนักงานกรุงเทพฯ
สำหรับผู้ผลิตที่ต้องการการวิเคราะห์แบบเจาะลึก สามารถนัดหมายรอบพิเศษกับผู้เชี่ยวชาญของ Flottweg ได้ที่สำนักงานกรุงเทพฯ (กรุงเทพมหานคร 10240) ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้บริการวิเคราะห์กระบวนการผลิตเฉพาะรายบุคคล ให้คำปรึกษาด้านเทคนิค และประเมินโอกาสในการอัปไซเคิลแบบเฉพาะเจาะจง
เกี่ยวกับบริษัท Flottweg SE
Flottweg SE มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง Vilsbiburg สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เป็นผู้ให้บริการชั้นนำด้านเทคโนโลยีการแยกส่วนระดับอุตสาหกรรมรายหนึ่งของโลก กลุ่มธุรกิจสัญชาติเยอรมันแห่งนี้มีประสบการณ์การดำเนินงานมามากกว่า 75 ปี และดูแลลูกค้าในด้านอุตสาหกรรมอาหาร เคมีภัณฑ์ เทคโนโลยีชีวภาพ สิ่งแวดล้อม และการรีไซเคิล ด้วยเครื่อง Decanter เครื่อง Separator และเครื่อง Belt Press คุณภาพสูง รวมถึงโซลูชันระบบการแยกของแข็งและของเหลวเชิงอุตสาหกรรมที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการ
ในปี 2568 บริษัทสร้างยอดขายได้มากกว่า 313 ล้านยูโร ด้วยการมีสาขาในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และบราซิล ตลอดจนเครือข่ายบริการและพันธมิตรที่ครอบคลุมทั่วโลก Flottweg จึงสามารถดูแลลูกค้าได้อย่างครบวงจรทั่วทุกมุมโลก
Flottweg ออกแบบและผลิตเครื่องจักรส่วนใหญ่ในประเทศเยอรมนี และมีชื่อเสียงในด้านการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความทนทานในระดับสูงสุด
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันการแยกของแข็งและของเหลวสำหรับอุตสาหกรรมของ Flottweg ได้ที่ www.flottweg.com