
GSK เผยผลสำรวจระดับโลกในกลุ่มที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เนื่องในสัปดาห์รณรงค์ป้องกันโรคงูสวัดประจำปี 2569 พบว่า มากกว่า 3 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสำรวจ (78%) กังวลว่าโรคงูสวัดอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และ 72% กังวลว่าอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคดังกล่าว ขณะที่มากกว่าครึ่งหนึ่ง (54%) ระบุว่ายังไม่เคยพูดคุยเรื่องโรคงูสวัดกับบุคลากรทางการแพทย์ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคงูสวัดในกลุ่มผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเรื้อรัง

พญ. บุษกร มหรรฆานุเคราะห์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด หรือ GSK กล่าวว่า "โรคงูสวัดมักไม่ถูกพูดถึงในการตรวจสุขภาพทั่วไปหรือการพบแพทย์เฉพาะทาง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและมีโรคเรื้อรัง GSK จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้เนื่องในสัปดาห์รณรงค์ป้องกันโรคงูสวัด เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีความมั่นใจและกล้าพูดคุยเรื่องโรคงูสวัดกับบุคลากรทางการแพทย์มากขึ้น"
GSK ได้ร่วมกับสมาพันธ์ผู้สูงอายุสากล (International Federation on Ageing: IFA) รณรงค์ป้องกันโรคงูสวัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยในปีนี้ สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ (23 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม 2569) ได้พัฒนาจากสัปดาห์แห่งการสร้างความตระหนักรู้ สู่สัปดาห์แห่งการป้องกันงูสวัด เพื่อเน้นการลงมือปฏิบัติ และยกระดับให้โรคงูสวัดเป็นประเด็นสุขภาพใกล้ตัวของผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเรื้อรัง
ผลสำรวจทั่วโลก ประจำปี 2569 จัดทำโดย Human8 จากการสำรวจออนไลน์ในกลุ่มตัวอย่างอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ที่มีโรคเรื้อรัง จำนวน 6,103 คน จาก 10 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมกลุ่มผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือโรคหอบหืด ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคงูสวัดและอาจเผชิญภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
ผลสำรวจยังพบว่า 42% ของผู้ที่เคยเป็นงูสวัดระบุว่ามีอาการเจ็บปวดรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และ 1 ใน 3 (33%) ระบุว่าโรคงูสวัดทำให้ไม่สามารถทำงานหรือร่วมกิจกรรมทางสังคมได้
ทั้งนี้ ผู้สูงอายุทั่วโลกประมาณ 1 ใน 3 คน มีโอกาสเป็นโรคงูสวัดตลอดช่วงชีวิต และความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นในผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เช่น กลุ่มผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือโรคหอบหืด ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรคงูสวัดสูงกว่าคนทั่วไป โดยพบว่า ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคงูสวัดเพิ่มขึ้น ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด (34%), โรคไตเรื้อรัง (21%), โรคเบาหวาน (38%) และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังหรือโรคหืด (41%)
พญ. บุษกร กล่าวเพิ่มเติมว่า "ผู้สูงอายุจำนวนมากทราบดีว่าโรคเรื้อรังของตนเองจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง แต่อาจยังไม่ตระหนักว่าโรคเหล่านี้ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันด้วย เมื่ออายุมากขึ้น ภูมิคุ้มกันจะลดลงตามธรรมชาติ และโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคไต สามารถส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน ขณะเดียวกัน โรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือโรคหืด อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคงูสวัดได้อย่างมีนัยสำคัญ การเข้าใจปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการตระหนักถึงการป้องกันโรคงูสวัด ซึ่งเป็นโรคใกล้ตัวสำหรับผู้สูงอายุ"
แม้ว่าผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่จะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากโรคงูสวัด แต่ผลสำรวจพบว่าความเชื่อมโยงระหว่างโรคเรื้อรัง ภูมิคุ้มกันที่ลดลง และความเสี่ยงของโรคงูสวัดยังอยู่ในระดับต่ำ โดย 1 ใน 4 (25%) เชื่อว่าโรคเรื้อรังของตนเองไม่มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันหรือความเสี่ยงของโรคงูสวัด และเกือบครึ่งหนึ่ง (46%) ไม่ตระหนักว่าโรคเรื้อรังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคงูสวัดที่รุนแรงได้
"ผลสำรวจในครั้งนี้จึงตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคเรื้อรังและภูมิคุ้มกันที่ลดลง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคงูสวัดได้ และการยกระดับการป้องกันโรคงูสวัดให้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุในระยะยาว" พญ. บุษกร กล่าว ทิ้งท้าย