แจกปันผลหุ้นละ 0.21 บาท ขึ้น XD 7 พ.ค.นี้ ปักหมุดรายได้ปี 69 โต 15-20% เจาะกลุ่มธนาคารปรับโมเดลขายโซลูชัน
TBN ประกาศผลงานปี 2568 มีรายได้จากการให้บริการรวม 375.92 ลบ. โต 11% จากปีก่อน ทำกำไรสุทธิเกือบ 20 ลบ. เผยรับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว ขณะที่ Backlog ยังแข็งแกร่งกว่า 361 ลบ. ชูอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E Ratio) อยู่ในระดับต่ำเพียง 0.05 เท่า พร้อมรักษาสภาพคล่องส่วนเกินอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำวินัยทางการเงินที่เข้มงวดและการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ บอร์ดชงแจกปันผลหุ้นละ 0.21 บาท ขึ้น XD วันที่ 7 พ.ค. 69 กำหนดจ่ายเงินปันผล 27 พ.ค.นี้ พร้อมเปิดแผนปี 2569 ปักหมุดรายได้โต 15-20% รุกหนักกลุ่มธนาคาร-สถาบันการเงิน ผ่านโซลูชัน "End-to-End Lending" ครบวงจร พลิกโมเดลสู่การขายโซลูชันเชิงธุรกิจ ชูจุดแข็งแพลตฟอร์ม Low-Code ผสาน AI เร่ง Digital Transformation
นายปนายุ ศิริกระจ่างศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีบีเอ็น คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TBN ผู้นำด้าน Intelligent Digital Platform เปิดเผยว่าผลประกอบการของบริษัทในปี 2568 มีกำไรสุทธิ 19.79 ล้านบาท ลดลง 2.49 ล้านบาท หรือลดลง 11% มีรายได้จากการให้บริการรวม 382.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.32 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน คิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้น 11% แยกเป็นรายได้งานพัฒนาระบบดิจิทัลและงานให้คำปรึกษา 128.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% รายได้จากกลุ่มบำรุงรักษาระบบและสนับสนุนด้านเทคโนโลยีมีรายได้อยู่ที่ 209.93 ล้านบาท รายได้ใกล้เคียงกับปีก่อน และมีรายได้จากงานอื่น ๆ 37.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 400% จากบริการที่นอกเหนือจากงาน Mendix เช่น งานด้านบริหารสินเชื่อ (Loan Management System LMS) และระบบติดตามทวงถามหนี้ (Debt Collection System) รวมถึงงานบริการด้านการขายผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งสะท้อนสัญญาณเชิงบวกจากการขยายแหล่งรายได้บริการใหม่ในอนาคต
"รายได้จากการให้บริการในกลุ่มงานพัฒนาระบบดิจิทัลและงานให้คำปรึกษา ในมิติทั้งปี (12 เดือน) ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากฐานรายได้ในช่วงไตรมาส 4 ของปีก่อน ที่อยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ปรับลดการรับรู้ความคืบหน้าของโครงการขนาดใหญ่ภายหลังการขยายระยะเวลาดำเนินงาน ส่งผลให้รายได้ในไตรมาสดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ฐานรายได้ของปีก่อนต่ำกว่าระดับปกติ ดังนั้น การเติบโตของรายได้ในปี 2568 เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) จึงได้รับผลจากฐานรายได้ที่ต่ำในปีก่อน ทั้งนี้ หากตัดผลกระทบจากการปรับลดการรับรู้ความคืบหน้าในปี 2567 ออก จะพบว่าอัตราการเติบโตของรายได้ในปีนี้ยังคงชะลอตัวเล็กน้อย สะท้อนผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในภาคเทคโนโลยีที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของลูกค้า และทำให้จำนวนโครงการใหม่ลดลง" นายปนายุ กล่าว
อย่างไรก็ดี ในปี 2568 บริษัทยังคงรักษาอัตราส่วนทางการเงินให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ โดยอัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 4.03 เท่า ลดลงจาก 4.58 เท่า ในปีก่อน อย่างไรก็ตาม ยังคงอยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงความสามารถในการชำระหนี้สินระยะสั้นได้อย่างเพียงพอ อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 24.53% ลดลงจาก 25.47% ในปีก่อน เกิดจากต้นทุนคงที่ที่สูงขึ้น ขณะที่รายได้ในส่วนงานที่มีกำไรสูงลดลง ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรลดลงเล็กน้อย ขณะที่อัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.05 เท่า ลดลง จาก 0.07 เท่า สะท้อนถึงโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแรง และระดับความเสี่ยงทางการเงินที่อยู่ในระดับต่ำ
โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีงานในมือ (Backlog) รวม 361 ล้านบาท แบ่งเป็นงานพัฒนาระบบดิจิทัลและที่ปรึกษา 45 ล้านบาท งานบำรุงรักษาระบบและสนับสนุนเทคโนโลยี 246 ล้านบาท และงานอื่นๆ อีก 70 ล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้รายได้ตามแผนดำเนินโครงการ ภายในปีนี้ประมาณ 233 ล้านบาท และส่วนที่เหลือ 128 ล้านบาท รับรู้ในปีถัดไป
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบแทนผู้ถือหุ้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติจ่ายเงินปันผล สำหรับผลประกอบการในงวดปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.21 บาท โดยวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 7 พ.ค. 2569 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) วันที่ 8 พ.ค. 2569 และจ่ายเงินปันผลวันที่ 27 พ.ค. 2569
นายปนายุ กล่าวถึงทิศทางธุรกิจปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 15-20% จากปีก่อน โดยวางกลยุทธ์รุกตลาดสถาบันการเงิน (BFSI) อย่างจริงจัง ผ่านโซลูชันด้านระบบสินเชื่อครบวงจร (End to End Lending) พร้อมปรับแนวทางดำเนินธุรกิจจากการขายเทคโนโลยี มาเป็นการขายโซลูชันเชิงธุรกิจ (Business Solution Sales) ที่มุ่งสร้างผลลัพธ์ให้ลูกค้าโดยตรง ชูจุดแข็งการใช้แพลตฟอร์ม Low-Code ผสานเทคโนโลยี AI ช่วยองค์กรเร่ง Digital Transformation ได้รวดเร็วและคุ้มค่าการลงทุนมากขึ้น
ปัจจุบันบริษัทมีฐานรายได้ประจำ (Recurring Income) จากแพลตฟอร์ม Low-Code อย่าง Mendix รวมถึงบริการ Cloud และงานดูแลระบบ (Maintenance Service) รวมราว 270 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นรายได้ที่มีเสถียรภาพ และเป็นฐานสำคัญต่อการขยายธุรกิจโซลูชันใหม่ๆ ในปีนี้
โดยกลยุทธ์หลักปี 2569 บริษัทมุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคารและสถาบันการเงิน ซึ่งยังมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายด้านคุณภาพสินเชื่อและการบริหารความเสี่ยง โดย TBN พัฒนาโซลูชัน "End-to-End Lending" ครอบคลุมกระบวนการปล่อยสินเชื่อครบวงจร ตั้งแต่ระบบรับคำขอสินเชื่อ (Loan Origination) การบริหารพอร์ตสินเชื่อ (Loan Management) ระบบ ติดตามทวงถามหนี้ (Debt Collection) ไปจนถึงการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPA)" เนื่องจากสภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้สถาบันการเงินต้องการเครื่องมือบริหารลูกหนี้ที่มีประสิทธิภาพและแม่นยำ โซลูชันของบริษัทจึงได้รับความสนใจ โดยปัจจุบันมีลูกค้ากลุ่มไฟแนนซ์ระดับประเทศใช้งานแล้ว 3-4 ราย และยังมีอีกหลายโครงการอยู่ระหว่างการเจรจา
นอกจากนี้ TBN ได้ปรับกลยุทธ์การขายจาก Technology Platform สู่ Business Solution โดยใช้ความเข้าใจเชิงลึกในแต่ละอุตสาหกรรมมาวิเคราะห์ Pain Point ของลูกค้า ก่อนออกแบบโซลูชันแบบ Tailor-Made ที่สอดคล้องกับกระบวนการทำงานจริง การผสาน AI กับแพลตฟอร์ม Low-Code ช่วยลดระยะเวลาพัฒนาระบบจากเดิมที่อาจใช้เวลา 1-2 ปี เหลือเพียงไม่กี่เดือน เพิ่มความคล่องตัวในการแข่งขันให้กับองค์กรลูกค้าทั้งนี้ บริษัทยังเปิดกว้างต่อโอกาสทำดีลควบรวมกิจการ (M&A) หรือร่วมทุน (JV) กับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อเสริมขีดความสามารถของโซลูชัน และขยายฐานลูกค้าใน อุตสาหกรรมใหม่ๆ
อย่างไรก็ตาม บริษัทติดตามความชัดเจนของงบลงทุนภาครัฐ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่อาจส่งผลให้โครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐและเอกชนเกิดความล่าช้า ซึ่งอาจกระทบต่อจังหวะการรับรู้รายได้ แต่ผู้บริหารยังเชื่อมั่นว่าแนวโน้ม การลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของสถาบันการเงินจะยังเติบโตต่อเนื่อง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการขยายตัวของ TBN ในระยะยาว