ธนาคารทิสโก้แนะนำนักลงทุนจัดพอร์ตด้วย 3 ธีม เพิ่มโอกาสสร้างกำไรฝ่าความไม่แน่นอนของสงคราม ได้แก่ 1. กลุ่มที่ได้แรงหนุนจากความขัดแย้งโลก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พลังงาน และทองคำ 2. กลุ่มที่มีเสถียรภาพท่ามกลางความผันผวน กลุ่มเฮลธ์แคร์ และสาธารณูปโภค และ 3. กลุ่มรอฟื้นตัวเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ตลาดหุ้นเอเชีย ไทย จีน และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี คาดตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวใน 3- 6 เดือนต่อจากนี้ และโอกาสน้อยที่ราคาน้ำมันจะพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP(R) Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะสร้างความผันผวนในระยะสั้นต่อภาพรวมการลงทุน เพราะการศึกษาเหตุการณ์สงครามและความไม่สงบในต่างประเทศนับตั้งแต่ปี 1939 หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา พบว่าตลาดหุ้นมักฟื้นตัวในช่วง 3 - 6 เดือนหลังเหตุการณ์ โดยดัชนี S&P 500 จะปรับตัวลงโดยเฉลี่ย -8.6% และใช้เวลาประมาณ 16 วันในการปรับตัวลงไปแตะจุดต่ำสุด และราคาหุ้นมักจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาที่เดิมโดยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 เดือน
ทั้งนี้ ภายใต้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ธนาคารทิสโก้โดยทีม Wealth Advisory แนะนำให้นักลงทุนจัดพอร์ตลงทุนตาม 3 ธีมหลัก เพื่อรับมือกับความผันผวนและสร้างโอกาสการลงทุนในหลายสถานการณ์ และเป็นกลยุทธ์ลงทุนที่ดีกว่าการพยายามคาดเดาทิศทางตลาดเพียงด้านเดียว โดย 3 ธีมที่แนะนำลงทุนในช่วงนี้ ได้แก่
"วิกฤตคือโอกาสเสมอ หากนักลงทุนสามารถกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม พอร์ตการลงทุนจะสามารถรับแรงกระแทกจากความผันผวน และยังสร้างโอกาสในการเติบโตได้เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ" นายณัฐกฤติกล่าว
คาดระยะสั้นราคาน้ำมันไม่ทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ในส่วนมุมมองราคาน้ำมันนั้น ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินว่าโอกาสที่ราคาน้ำมันจะพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล "เกิดขึ้นได้ยาก" เนื่องจากต้องเกิดเหตุการณ์หยุดชะงักของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อเนื่องยาวนานกว่า 2-3 สัปดาห์ ซึ่งถือว่ามีความเป็นไปได้ต่ำ เพราะหลายฝ่ายพยายามผลักดันให้เส้นทางเดินเรือกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ อีกทั้งความรุนแรงของการโจมตียังมีแนวโน้มลดลงหลังผ่านช่วงแรก โดยในระยะสั้นราคาน้ำมันอาจผันผวนสูงแต่หากสถานการณ์คลี่คลายมีโอกาสเกิดแรงขายทำกำไรจนราคาปรับฐานลงได้
สำหรับแนวโน้มระยะยาว TISCO ESU ยังคงมุมมองบวกต่อทิศทางราคาน้ำมันจากปัจจัยโครงสร้างสำคัญ ได้แก่ กำลังการผลิตส่วนเกินของ OPEC ที่ลดลงกว่าที่ตลาดคาด และยังกระจุกตัวในเพียงซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทำให้การเพิ่มกำลังผลิตยังมีข้อจำกัด ขณะเดียวกันอุปสงค์น้ำมันโลกยังเติบโตต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทยอยปรับขึ้นต่อ แม้จะมีความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เป็นช่วงๆ ก็ตาม