"บมจ.สโตนวัน หรือ STX" ประกาศผลงานปี 68 ทำกำไรสุทธิ 51.87 ลบ. เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเล็กน้อย 0.21% รายได้รวมอยู่ที่ 411.81 ลบ. ลดลง 9.81% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ได้รับผลกระทบจากภาพรวมของอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ชะลอตัวและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ด้านบอร์ดชงผู้ถือหุ้นจ่ายปันผล 0.085 บาทต่อหุ้น ขึ้น XD 16 มี.ค. 69 นี้ และกำหนดจ่ายเงินปันผล ภายในวันที่ 29 พ.ค. 69 เผยความคืบหน้าเหมืองใหม่ จ.เพชรบุรี เดินเครื่องการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ เพื่อรองรับการขยายตัวและความต้องการในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่แนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
นายกฤตนันท์ ปิงคลาศัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโตนวัน จำกัด (มหาชน) หรือ STX ผู้นำในอุตสาหกรรมเหมืองหินและแร่ เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2568 บริษัทยังคงรักษาผลกำไรสุทธิได้ใกล้เคียงกับปีก่อน มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 51.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.11 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.21% เทียบกับปีก่อน จากผลสำเร็จในการติดตามและได้รับชำระหนี้จากกลุ่มลูกหนี้การค้าในอดีตทำให้มีการกลับรายการค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต ทั้งนี้ บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในปี 2568 อยู่ที่ 124.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.11 ล้านบาท หรือ 6.05% และมีกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 0.17 บาท ลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 0.18 บาท
ด้านรายได้รวมอยู่ที่ 411.81 ล้านบาท ลดลง 44.78 ล้านบาท หรือลดลง 9.81% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากยอดขายในผลิตภัณฑ์หินใหญ่ (Bigrock) ไม่เป็นไปตามประมาณการ โดยมีคำสั่งซื้อลดลงปริมาณมาก เนื่องจากความล่าช้าในโครงการก่อสร้างของลูกค้า ในขณะที่ปีก่อนหน้าเป็นช่วงเร่งการก่อสร้าง จึงทำให้ความต้องการใช้หิน Bigrock จำนวนมาก นอกจากนี้ ในส่วนของหินแกรนิต 20 มม. ได้รับผลกระทบจากภาพรวมของอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ยังคงชะลอตัวและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากปริมาณหิน (supply) ที่มีการผลิตมากขึ้นในแถบชลบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ทำให้ยอดขายลดลง ประกอบกับราคาที่ลดลงในปี 2568 จึงส่งผลให้ผลิตภัณฑ์กลุ่มแกรนิตลดลง 30.31 ล้านบาท หรือลดลง 15.6%
นอกจากนี้ ในส่วนของผลิตภัณฑ์กลุ่มโดโลไมต์ปรับตัวลดลง 6.12 ล้านบาท หรือลดลง 9.4% เป็นผลมาจากในปี 2567 มีการขายสินค้า Dolomite ก้อน ขนาด 0-30 มม. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดเพื่อระบายสต็อกและเป็นคำสั่งซื้อล็อตใหญ่ของลูกค้า จึงส่งผลให้ยอดขายปี 2567 สูงกว่าระดับปกติเมื่อเทียบกับปี 2568 และในส่วนของรายได้ผลิตภัณฑ์พลอยได้ (By-products) ทั้งกลุ่มหินแกรนิตและกลุ่มหินปูนมีรายได้ลดลง 9.17 ล้านบาท หรือลดลง 24.7% จากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและการก่อสร้างที่ยังคงชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจในปี 2568
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบแทนผู้ถือหุ้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติจ่ายเงินปันผล สำหรับผลประกอบการในงวดปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.085 บาท โดยวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 16 มี.ค. 2569 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) วันที่ 17 มี.ค. 2569 และจ่ายเงินปันผลภายในวันที่ 29 พ.ค. 2569
ด้านความคืบหน้าของโครงการเหมืองใหม่ จากการที่บริษัทฯได้เข้าลงทุนซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัท บุญถาวร ไมน์นิ่ง จำกัด (BTV) ในไตรมาส 2 ปี 2568 ที่ผ่านมา เพื่อเข้าถือกรรมสิทธิ์ในเหมืองหินปูนที่ตั้งอยู่ใน อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี และในไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯได้ลงนามในสัญญาก่อสร้างแบบ Turnkey Project กับผู้รับเหมา เพื่อดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งระบบเครื่องจักรสำหรับกระบวนการผลิตอย่างครบวงจร พร้อมทั้งเร่งดำเนินการก่อสร้างงานพัฒนาหน้าเหมืองและระบบสาธารณูปโภค โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาส 2 ปี 2569
โดยเหมืองแห่งนี้เป็นเหมืองหินปูนที่ได้รับอนุญาตประทานบัตรอายุ 29 ปี คงเหลืออายุตามประทานบัตร 26 ปี ด้วยปริมาณสำรองหินปูนตามประทานบัตร 25 ล้านตัน จะช่วยเพิ่มปริมาณสำรองหินอุตสาหกรรม และทำให้บริษัทสามารถรองรับคำสั่งซื้อในอนาคตได้มากขึ้น สนับสนุนโอกาสการเติบโตในระยะยาว และถือว่าเป็นแหล่งวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์ในการสนับสนุนการผลิตของบริษัท เพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบและรองรับการขยายตัวของความต้องการในอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
สำหรับแนวโน้มธุรกิจในปี 2569 คาดว่ายังมีการเติบโตที่ดี บริษัทฯ เตรียมพร้อมรับโอกาสจากการฟื้นตัวของงานก่อสร้าง โดยเฉพาะงานโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เนื่องจากธุรกิจเหมืองหินและแร่ เป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง รวมทั้งการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ทำได้ยาก เพราะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และใช้เงินลงทุนสูง จึงเป็นโอกาสของ STX ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เนื่องจากธุรกิจเหมืองของบริษัทฯ อยู่ใกล้แหล่งก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ สร้างความได้เปรียบแก่บริษัท เนื่องจากต้นทุนการขนส่งเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขัน