สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) เดินหน้ากระชับความร่วมมือกับรัฐบาลรัฐซัสแคตเชวัน ประเทศแคนาดา และมหาวิทยาลัยรีไจนา รวมถึงเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก เพื่อผลักดันเทคโนโลยี CCUS (Carbon Capture, Utilization and Storage) สู่การปฏิบัติจริงในประเทศไทย เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยีขั้นสูง และนวัตกรรมสีเขียวจากต่างประเทศ เข้าสู่ภาคการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม เสริมศักยภาพการแข่งขัน ควบคู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
ดร.ชนะ ภูมี นายกกิตติมศักดิ์ TCMA เปิดเผยภายหลังการนำคณะผู้บริหาร TCMA หารือกับคณะผู้แทนระดับสูงจากรัฐซัสแคตเชวัน ประเทศแคนาดา นำโดย ฯพณฯ เคน เช้เวลเดย์ออฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา และศาสตราจารย์เจฟฟ์ เคเชน อธิการบดีและและรองนายกสภามหาวิทยาลัยรีไจนา ว่า ทั้งสองฝ่ายมีความยินดีต่อพัฒนาการของความร่วมมือที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อเดือนกันยายน 2568 นับป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาคอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตรระดับนานาชาติ และมุ่งยกระดับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การดำเนินงานในพื้นที่จริง
"ตามโรดแมปของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ กว่า 45% ของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่สามารถลดได้ด้วยมาตรการทั่วไปเพียงอย่างเดียว จึงต้องอาศัยเทคโนโลยี CCUS เข้ามาเป็นเป็นคำตอบสำคัญ" ดร.ชนะ กล่าว
ความร่วมมือระยะนี้จะเริ่มจากการพัฒนาและทดสอบ Carbon Capture เพื่อเสริมความพร้อมด้านเทคนิคของอุตสาหกรรม ก่อนต่อยอดสู่ CCU (Carbon Capture and Utilization) เพื่อเปลี่ยนคาร์บอนที่ดักจับได้ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ อาทิ การพัฒนาเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ และในบางส่วนสามารถพัฒนาไปสู่ CCS (Carbon Capture and Storage) เพื่อการกักเก็บอย่างปลอดภัยในระยะยาว ครอบคลุมทั้งมิติเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และการเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบ
หมุดหมายสำคัญ คือ การนำร่องติดตั้ง Mobile Carbon Capture Unit ในโรงงานปูนซีเมนต์ของสมาชิก TCMA ในพื้นที่ "สระบุรีแซนด์บ็อกซ์" ภายในกลางปี 2569 โดยได้รับความร่วมมือจาก Environment and Climate Change Canada (ECCC), UNIDO, GCCA, TCMA, รัฐซัสแคตเชวัน และมหาวิทยาลัยรีไจนาผ่านสถาบัน Clean Energy Technologies Research Institute (CETRI) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี CCUS มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน
รัฐมนตรีเคน เช้เวลเดย์ออฟ กล่าวว่า "ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนพลังของความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทยและแคนาดา โดยเฉพาะรัฐซัสแคตเชวันที่ได้ผสานบทบาทของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีความยินดีที่จะได้เห็นการติดตั้งหน่วยดักจับคาร์บอนเคลื่อนที่ในประเทศไทย ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ จากการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง และเป็นรากฐานในการต่อยอดความร่วมมือด้านอื่นๆ อีกต่อไป"
ด้านศาสตราจารย์เจฟฟ์ เคเชน กล่าวว่า "มหาวิทยาลัยรีไจนาภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในความร่วมมือด้านนวัตกรรมครั้งนี้ ซึ่งมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้าน CCUS ที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านสถาบันวิจัย Clean Energy Technologies Research Institute (CETRI) ที่ผสานความเป็นเลิศทางวิชาการเข้ากับการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ความร่วมมือกับ TCMA ไม่เพียงครอบคลุมงานวิจัยและโครงการนำร่อง หากยังรวมถึงการพัฒนาบุคลากร การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการเสริมสร้างศักยภาพ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน"
จังหวัดสระบุรี ในฐานะศูนย์กลางการผลิตปูนซีเมนต์ของประเทศ ได้รับการพัฒนาเป็นพื้นที่ต้นแบบ "สระบุรีแซนด์บ็อกซ์" เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำ ผ่านแนวทางการดำเนินงานเชิงพื้นที่ (Area-based Implementation) ที่บูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง ที่ภาคอุตสาหกรรมจะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา (be part of the solution) ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างแท้จริง
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ TCMA ในฐานะแกนกลางของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ทำหน้าที่เป็น "สะพานเชื่อม" องค์ความรู้ เทคโนโลยีขั้นสูง และนวัตกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากแคนาดา สู่การประยุกต์ใช้จริงในประเทศไทย ผ่านความร่วมมือเชิงปฏิบัติ (action-oriented partnership) ระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรม โดยมีเครือข่ายระดับโลก อาทิ ECCC, GCCA, UNIDO, รัฐซัสแคตเชวัน และมหาวิทยาลัยรีไจนา ร่วมสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี และกลไกการขยายผลอย่างเข้มแข็ง ความร่วมมือนี้จึงเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยวางรากฐานเชิงระบบให้อุตสาหกรรมไทยก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 อย่างมั่นใจและเป็นรูปธรรม พร้อมเสริมสร้างบทบาทของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยในฐานะพลังบวกและ "ส่วนหนึ่งของคำตอบ" ในการร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน