กรมอนามัย แนะเคล็ดลับ ปรับความดัน ป้องกันโรคไต เนื่องในวันไตโลก

ข่าวทั่วไป Thursday March 12, 2026 15:33 —ThaiPR.net

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะเคล็ดลับป้องกันโรคไต เนื่องในโอกาส World Kidney Day (วันไตโลก) ซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดีที่สองของเดือนมีนาคมของทุกปี ซึ่งในปีนี้ ตรงกับวันที่ 12 มีนาคม 2569 เพื่อสร้างความรอบรู้เกี่ยวกับความสำคัญของไต และการป้องกันโรคไตเรื้อรังให้กับประชาชนทั่วโลก โดยสถานการณ์ปัจจุบันพบว่าโรคไตเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า วันไตโลก (World Kidney Day) เกิดจากความร่วมมือของ International Society of Nephrology และ International Federation of Kidney Foundations โดยในปี 2569 รณรงค์ ภายใต้แนวคิด Kidney Health for All - Caring for People, Protecting the Planet คัดกรองป้องกัน รู้ทันโรคไต ใส่ใจรักษ์โลก เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับความสำคัญของไต ส่งเสริมการป้องกันโรคไตเรื้อรัง และกระตุ้นให้ประชาชนดูแลสุขภาพไตตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จากการสถานการณ์พบว่า ประชากรประมาณ 850 ล้านคนทั่วโลก เป็นโรคไตและโรคไตเรื้อรัง และเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ประเทศที่มีอัตราการเกิดโรคไตสูงที่สุดในโลก ในปี 2569 มีจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังกว่า 1.16 ล้านคน และในจำนวนนี้เกือบ 100,000 ราย ต้องเข้ารับการฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้องเป็นประจำ สูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษากว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี สำหรับการฟอกไต และอีกประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี สำหรับการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

แพทย์หญิงนงนุช ภัทรอนันตนพ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า "โรคไต" ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพ เช่น การบริโภคอาหารเค็มจัด อาหารแปรรูป อาหารที่มีโซเดียมสูง ภาวะอ้วนและขาดการออกกำลังกาย การใช้ยาบางชนิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน และโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรค NCDs ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง กรมอนามัยแนะนำประชาชนให้ดูแลสุขภาพและปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงโรคไต โดยเฉพาะการควบคุมความดันโลหิต ผ่าน 6 เคล็ดลับสำคัญ 1) ลดเค็ม ควบคุมโซเดียม เลือกทานอาหารที่มีโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หลีกเลี่ยงอาหารโซเดียมสูง เช่น ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยวน้ำ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำพริก อาหารแปรรูป ไส้กรอก หมูยอ และขนมขบเคี้ยว 2) เพิ่มผักและผลไม้สดหลากหลายสีในมื้ออาหาร วันละ 4-6 ทัพพี ช่วยเพิ่มโพแทสเซียม ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระ ดื่มน้ำให้เพียงพอ 8-10 แก้ว ต่อวัน เพื่อช่วยควบคุมความดันโลหิต 3) ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 30-45 นาที วันละ 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือดและลดความดันโลหิตได้ประมาณ 4-9 มิลลิเมตรปรอท 4) ปรับรูปแบบการกินตามหลัก DASH Diet เน้นอาหารพืช ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ลดไขมัน น้ำตาล และเนื้อสัตว์ติดมัน ซึ่งสามารถช่วยลดความดันโลหิต ได้ประมาณ 8-14 มิลลิเมตรปรอท 5) ตรวจวัดความดันโลหิตสม่ำเสมอ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง โดยนั่งพักก่อนวัดประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำ 6) พักผ่อนให้เพียงพอ วันละ 7-8 ชั่วโมง และลดความเครียดใช้วิธีผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ หรือการฝึกหายใจ เพื่อลดความเครียด

นายแพทย์อัครวัฒน์ เพียวพงภควัต ผู้อำนวยการกองส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมอนามัย ยังแนะนำแนวทางการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันโรคไตเพิ่มเติม ได้แก่ หลีกเลี่ยงการทานยา NSAIDs โดยไม่จำเป็น และไม่ควรใช้ยาแก้ปวดต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ปรึกษาแพทย์ งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ เพราะส่งผลให้หลอดเลือดทั่วร่างกายเสื่อม รวมถึงหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต รวมทั้ง ตรวจสุขภาพ เพื่อตรวจการทำงานของไตเป็นประจำโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน และความดันโลหิตสูง หากประชาชนสามารถปรับพฤติกรรมสุขภาพ จะช่วยลดความเสี่ยงโรคไต โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ