"พีช พชร" เปิดตัว MAW เดินเกมรุกตลาดขนมพรีเมียม จับเทรนด์ Affordable Indulgence ปั้นข้าวเกรียบกุ้งสไตล์ Global Taste

ข่าวทั่วไป Friday March 13, 2026 10:12 —ThaiPR.net

นำร่องวางขายที่ TOPS ทั้งหมด 724 สาขาทั่วประเทศ ตั้งเป้ารายได้โต 55-71 ล้านบาทในปีแรก

ตลาดขนมขบเคี้ยวไทยยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง จากรายงาน Savoury Snacks in Thailand โดย Euromonitor ระบุว่า มูลค่าตลาดมีแนวโน้มเพิ่มจาก 55,322 ล้านบาทในปี 2025 เป็น 67,977 ล้านบาทในปี 2030 สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยังคงใช้จ่ายกับสินค้ากลุ่ม Affordable Indulgence อย่างต่อเนื่อง รวมถึงในเรื่องของการกิน ล่าสุด พีช-พชร จิราธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์ MAW (มาว) ประกาศเปิดตัวธุรกิจใหม่ในตลาดขนมพรีเมียม โดยเลือกเข้ามาเล่นในเซ็กเมนต์ที่มองว่ายังมีช่องว่างสำคัญระหว่างขนมแมสและขนมนำเข้าระดับพรีเมียม ด้วยการสร้างแบรนด์ขนมที่ตั้งใจยกระดับโมเมนต์ธรรมดาให้พิเศษขึ้น ภายใต้แนวคิด Elevate The Ordinary

พีช-พชร จิราธิวัฒน์ กล่าวว่า "เรามองว่าตลาดขนมพรีเมียมในไทยที่ผ่านมา ถูกขับเคลื่อนโดยแบรนด์นำเข้าที่มีต้นทุนสูงจากภาษีและโลจิสติกส์ จนราคาขายไม่เอื้อต่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน ขณะที่ขนมในกลุ่มแมสแม้เข้าถึงง่าย แต่ยังขาดทั้งรสชาติที่แปลกใหม่และความพรีเมียมสไตล์ต่างประเทศ รวมถึงประสบการณ์ที่ออกแบบมาให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่อย่างแท้จริง MAW (มาว) จึงถูกออกแบบมาเพื่อเติมช่องว่างระหว่างสองฝั่งนี้ ด้วยขนมที่ให้ประสบการณ์แบบพรีเมียม แต่ยังเข้าถึงได้จริงในราคาที่จับต้องได้ และสามารถกินได้บ่อยในชีวิตประจำวัน"

อินไซต์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับข้อมูลจาก Megatrend Report ที่ระบุว่า 67% ของผู้บริโภคไทยชอบทดลองอาหารหรือขนมพรีเมียมใหม่ๆ เพราะมองว่าสินค้าเหล่านี้ช่วยสะท้อนตัวตนและยกระดับไลฟ์สไตล์ ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารงบประมาณ และเลือกใช้จ่ายกับสินค้ากลุ่ม Affordable Indulgence หรือสินค้าที่ให้คุณภาพและประสบการณ์แบบพรีเมียม แต่มาในราคาที่สมเหตุสมผลและเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดขนมไม่ได้เติบโตเพียงในแง่ปริมาณการบริโภค แต่กำลังเปิดโอกาสให้แบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาเล่นในเซ็กเมนต์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคซึ่งต้องการของดีที่มีคุณภาพแบบเมืองนอก ควบคู่ไปกับราคาที่ไม่กระทบงบมากเกินไป และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ MAW (มาว) เชื่อว่าตลาดนี้ยังมีพื้นที่สำหรับแบรนด์ใหม่ที่เข้าใจผู้บริโภคเชิงลึก ทั้งในมิติของรสนิยม ไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรมการใช้จ่ายในปัจจุบัน

สำหรับ MAW (มาว) เป็นชื่อแบรนด์ที่ได้แรงบันดาลใจจากคำว่า Mouth และ Jaw สื่อถึงภาพปากของคนกินที่ช่างเลือก มีสไตล์ และชอบเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ โดยวางบทบาทแบรนด์ให้เป็น Tastemaker ที่คัดสรรรสชาติและประสบการณ์มาแล้วอย่างตั้งใจ ภายใต้แนวคิด Elevate The Ordinary และนิยามตัวเองเป็น Accessible Indulgence หรือการเป็นแบรนด์ที่เข้ามาเติมเต็มโมเมนต์ธรรมดาในชีวิตประจำวันให้พรีเมียมและน่าพึงพอใจยิ่งขึ้น ในแบบที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้จริง โดยไม่ต้องรอจังหวะพิเศษหรือใช้ความพยายามมากเกินไป

จากความมุ่งมั่นในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดขนมในไทย MAW (มาว) เลือกเปิดตัวโปรดักต์แรกด้วยข้าวเกรียบกุ้งพรีเมียม (Premium Prawn Cracker) ซึ่งพัฒนาขึ้นจากอินไซต์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบเกรดสูงเพื่อลดกลิ่นคาวกุ้งแบบเดิมๆ การออกแบบรูปทรงให้ดูทันสมัยคล้าย French Fries Cut ไปจนถึงการคิดค้นรสชาติที่ได้แรงบันดาลใจจาก Global Taste และนำมาปรับให้เข้ากับรสนิยมของคนไทย

โดยเปิดตัว 3 รสชาติหลัก ได้แก่ Spicy Mentaiko Mayo รสชาติที่ได้แรงบันดาลใจจากจานทานเล่นยอดนิยมของญี่ปุ่น เพิ่มมิติความซับซ้อนด้วยความเค็มละมุนของเมนไทโกะ ผสานความหวานนัวของมายองเนส และปิดท้ายด้วยรสเผ็ดซี้ดเล็กๆ ที่ปรับมาให้ถูกใจรสนิยมของคนไทย ต่อมาที่ Cheddar Jalape?o รสชาติฟิวชันสไตล์อเมริกัน-เม็กซิกันที่จัดจ้านมีเอกลักษณ์ โดดเด่นด้วยความเข้มข้นและความมันของเชดดาร์ชีสอเมริกัน ตัดด้วยรสเผ็ดเปรี้ยวของพริกฮาลาปินโญ่ให้รสชาติที่กลมกล่อมแต่ชัดเจน และสุดท้าย Salted Rosemary Butter รสชาติเนยเค็มเข้มข้น เนื้อสัมผัสครีมมี่ ผสานกลิ่นหอมสดชื่นของสมุนไพรโรสแมรี่ ถ่ายทอดประสบการณ์การกินที่เค็มมันกลมกล่อม แปลกใหม่ด้วยกลิ่นอายแบบยุโรป โดยวางจำหน่ายใน 2 ขนาด ได้แก่ ขนาด 50 กรัม ในราคา 69 บาท และขนาด 120 กรัม ในราคา 145 บาท

ซึ่ง MAW (มาว) ยังโฟกัสฐานลูกค้าชัด เพื่อเลี่ยงเกมราคา ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักคือ Urban Tastemaker อายุ 25-35 ปี คนเมืองที่มีรสนิยม เปิดรับเทรนด์ใหม่ และมองขนมเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่แค่ของกินเล่น และด้วยเหตุนี้แบรนด์จึงเลือกเริ่มต้นจาก Niche Market แทนการลงสนามแมสตั้งแต่แรก และเปิดตัวผ่าน Exclusive Partnership กับ TOPS จำนวน 724 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งมีฐานลูกค้าที่สอดคล้องกับ Positioning ของแบรนด์อย่างชัดเจน

ในปีแรก MAW (มาว) ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 55-71 ล้านบาท หรือประมาณ 0.1-0.13% ของมูลค่าตลาด เนื่องจากแบรนด์เลือกเริ่มต้นจากการทำตลาดในกลุ่ม Niche Market เพื่อทดสอบตลาดและสร้างฐานผู้บริโภคที่ชัดเจน ก่อนขยายสู่เซ็กเมนต์ที่กว้างขึ้นในระยะถัดไป

โดยให้ความสำคัญกับช่องทางการขายออฟไลน์เป็นหลักราว 70% พร้อมวางแผนขยายสู่ช่องทางออนไลน์ในลำดับถัดไป และในระยะ 3-5 ปี ยังวางแผนต่อยอดสินค้าใหม่ๆ และขยายสู่ตลาดต่างประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดขนมขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่ากว่า 2.6 พันล้านเหรียญฯ และยังมีพฤติกรรมการบริโภคที่ใกล้เคียงกับคนไทย ประกอบกับการที่แบรนด์มี Co-founder ชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านพันธมิตรและความเข้าใจตลาดในระดับพื้นที่ ทำให้ฟิลิปปินส์ถูกวางเป็น Destination แรกในการขยายธุรกิจในต่างประเทศ

พบกับ MAW (มาว) ได้แล้ววันนี้ที่ TOPS จำนวน 724 สาขาทั่วประเทศ โดยสามารถติดตามรายละเอียดของสาขาที่วางจำหน่าย หรือติดตามทุกความเคลื่อนไหวของ MAW (มาว) ได้ทาง @MAWSNACKTH บนแพลตฟอร์ม Instagram และ TikTok


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ