
นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เงินบาทอ่อนค่าเหนือ 32.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 5 เดือน โดยเงินบาทอ่อนค่าแรงวันนี้ เป็นผลจากดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury yields) ที่สูงขึ้นเร็ว โดย reactions นี้ ไม่ได้เป็นแค่ผลจากการที่ Fed ออกมาส่งสัญญาณ Hawkish (จากแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้น) แต่เป็นผลสืบเนื่องจากสงครามในอิหร่านที่รุนแรงขึ้น และมีแนวโน้มกระทบโครงสร้างพลังงานของโลกมากขึ้น หลังอิหร่านโจมตีโรงงานส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของกาตาร์ ทำให้ราคาพลังงานและราคาน้ำมันดิบ (Brent) ปรับสูงขึ้นเร็ว ซึ่งมีแนวโน้มกระทบต่อเศรษฐกิจไทย จึงทำให้เงินบาทอ่อนค่า นอกจากนี้ ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ เมื่อคืนออกมาสูงกว่าคาด ทำให้เห็นแรงกดดันเงินเฟ้อตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามในอิหร่าน จึงหนุนให้ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอีกด้วย
เงินบาทจะยังอ่อนค่าต่อในระยะสั้นเนื่อง โดยมองกรอบ USDTHB ในระยะ 1 เดือนจากนี้ที่ราว 32.60-33.10 เนื่องจาก
ในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่าเร็วนี้ นายวชิรวัฒน์มองว่าเป็นโอกาสที่ผู้ส่งออกจะทยอยขาย USDTHB ได้ โดยมองกรอบการขายที่ราว 32.85-33.35 ทั้งนี้ อาจพิจารณาซื้อ Options เพื่อปิดความเสี่ยงจากกรณีที่สงครามอาจกลับมาลดความรุนแรงลงและทำให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าเร็ว แต่ขณะเดียวกัน การใช้ Options ก็สามารถเปิดโอกาสที่จะได้ขายดอลลาร์ในระดับที่สูงขึ้นหากบาทอ่อนค่าต่อ
สำหรับผู้นำเข้า นายวชิรวัฒน์มองว่า หาก USDTHB ย่อลงมาใกล้เคียง 32.50 และต่ำกว่า จะเป็นจังหวะให้ผู้นำเข้าที่ต้องการซื้อ USDTHB สามารถทยอยซื้อได้ โดยมองว่าโอกาสที่ USDTHB จะลงมาต่ำกว่า 32.00 อาจมีไม่สูงนัก แต่มีโอกาสที่บาทจะอ่อนค่าต่อได้ เพราะสงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อมากขึ้น
สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ (FOMC) คณะกรรมการมีมติ 11 ต่อ 1 ให้คงดอกเบี้ยนโยบาย (fed funds rate) ไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ตามคาด นายวชิรวัฒน์กล่าวว่า ในแถลงการณ์หลังการประชุม กรรมการเน้นย้ำถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และได้ตัดถ้อยคำในแถลงการณ์เดือนมกราคมที่ระบุว่าตลาดแรงงานเริ่มมีสัญญาณ "ทรงตัว" ออก และแทนที่ด้วยการระบุว่า อัตราการว่างงาน "แทบไม่เปลี่ยนแปลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา" อีกทั้ง ในประมาณการเศรษฐกิจ กรรมการได้ปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อปี 2026 เป็น 2.7% (จากเดิม 2.4%) และปรับเพิ่มเงินเฟ้อพื้นฐานเป็น 2.7% (จากเดิม 2.5%) ขณะเดียวกัน ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2026 เล็กน้อยเป็นขยายตัว 2.4% (จาก 2.3%) และคงคาดการณ์อัตราการว่างงานปลายปี 2026 ไว้ที่ 4.4%