
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) เดินหน้าเสริมองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และมาตรฐาน แก่ผู้ประกอบการชุมชนจำนวน 113 ราย ผ่าน 5 หลักสูตรเข้มข้น รวมระยะเวลา 30 ชั่วโมง ภายใต้นโยบาย "DIPROM FLEXi" โดยนางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปรับ ยกระดับ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ รองรับความต้องการของตลาดยุค 5.0 พร้อมมอบวุฒิบัตรแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม โดยได้รับเกียรติจาก ดร.นันท์ บุญยฉัตร ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เป็นประธานในพิธี คาดสามารถสร้างรายได้และยอดขายรวมไม่น้อยกว่า 25 ล้านบาท
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) หรือ ดีพร้อม กระทรวงอุตสาหกรรม เล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้ประกอบการชุมชนซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่นไลฟ์สไตล์ที่มีจุดแข็งด้านคุณภาพ ฝีมือแรงงาน และวัตถุดิบในท้องถิ่น จึงมุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำ นวัตกรรม (Innovation) และ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจยุค 5.0
ทั้งนี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ดำเนิน "กิจกรรมต่อยอดผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569" ภายใต้โครงการยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้วิสาหกิจรายย่อย โดยเปิดรับสมัครผู้ประกอบการชุมชนในสาขาอุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่นไลฟ์สไตล์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 113 ราย
ผู้ประกอบการชุมชนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาทักษะจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ผ่านการอบรม 5 หลักสูตร รวมระยะเวลา 30 ชั่วโมง แบ่งการฝึกอบรมออกเป็น 2 รุ่น ระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่การพัฒนาแนวคิดผู้ประกอบการชุมชนด้วยแรงบันดาลใจและเทรนด์อุตสาหกรรมยุคใหม่ การสร้างแบรนด์และการทำตลาดออนไลน์ นวัตกรรมสิ่งทอและวัสดุใหม่เพื่อความยั่งยืน โดยเฉพาะการพัฒนาการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติและเทคนิคกั้นสีแบบผ้าบาติกแนวใหม่ ตลอดจนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสิ่งทอ คุณภาพ มาตรฐาน และการทดสอบผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการ ของตลาดยุค 5.0
จากการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว สามารถพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนให้มีความรู้ด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ และยกระดับคุณภาพสู่มาตรฐานที่ตลาดต้องการ โดยคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้และยอดขายรวมไม่น้อยกว่า 25 ล้านบาท พร้อมทั้งขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการชุมชนได้อย่างยั่งยืน