
บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) หรือ HTC ประกาศจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.99 บาท พร้อมเตรียมสู้เศรษฐกิจผันผวน ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 โต 3-5% แตะระดับ 8,500 ล้านบาท ผ่านการออกนวัตกรรมใหม่ที่โดนใจผู้บริโภคและการเพิ่มสัดส่วนยอดขายของผลิตภัณฑ์ขวดแก้ว แค่ไตรมาส 1 เปิดตัวสินค้าใหม่แล้ว 3 ผลิตภัณฑ์ซึ่งรวมถึงเครื่องดื่มชูกำลังระดับพรีเมียมแบรนด์ "มอนสเตอร์ เอ็นเนอร์จี้" โดยได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี
บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในเครือโคคา-โคล่าในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ แถลงผลการดำเนินงานประจำปี 2568 และแนวโน้มธุรกิจปี 2569 โดยระบุว่าปี 2568 ที่ผ่านมาเป็นปีที่เศรษฐกิจมีความท้าทายมากจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังซื้อที่อ่อนตัว และภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะวิกฤติน้ำท่วมภาคใต้ช่วงปลายปี โดยข้อมูลของบริษัท นีลเส็น (ประเทศไทย) บ่งชี้ว่าตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (Non-Alcoholic Ready-to-Drink: NARTD) ในพื้นที่ภาคใต้ปี 2568 เติบโตเพียง 1% ซึ่งเป็นผลจากการที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น บริษัทฯ จึงได้ปรับกลยุทธ์โดยมุ่งเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์และจัดโปรโมชั่นที่ "คุ้มค่า" ในสายตาผู้บริโภค ได้แก่ การเพิ่มปริมาณ และแถมสินค้าที่เป็นที่นิยม เช่น แก้ว "โค้ก" และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมถึงการบริหารต้นทุนและประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างรอบคอบ ส่งผลให้บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 8,258 ล้านบาท หรือเติบโต 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีกำไรสุทธิที่ 568 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักจากการลงทุนด้านกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด และรายการพิเศษบางประการ ซึ่งสะท้อนแนวทางของบริษัทฯ ในการให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว
จากผลประกอบการดังกล่าว ทำให้คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 เสนอผู้ถือหุ้นขออนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.99 บาท ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีในวันที่ 23 เมษายน 2569 ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลของปี 2568 ไปแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.45 บาท คงเหลือเป็นเงินปันผลงวดสุดท้ายของปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.54 บาท โดยจะจ่ายในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569
พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "ปี 2568 เป็นอีกปีที่ท้าทายจากแรงกดดันด้านกำลังซื้อ บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการปรับตัวอย่างรวดเร็วและการดำเนินงานอย่างมีวินัยเพื่อรักษารายได้และความสามารถในการแข่งขันในตลาด เราเชื่อเสมอว่ารากฐานของการเติบโตที่เข้มแข็ง คือการทำธุรกิจอย่างใส่ใจต่อผู้บริโภคและคู่ค้า โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจไม่เป็นใจ ฉะนั้น เราจึงได้ปรับแผนกลยุทธ์ตามแนวทางนี้ รวมถึงเข้าไปช่วยเหลือฟื้นฟูชุมชนและพันธมิตรคู่ค้า เพื่อร่วมทุกข์ ร่วมสุข และพลิกฟื้นธุรกิจสู่เส้นทางการเติบโตไปด้วยกัน"
โดยปี 2569 บริษัทฯ มองว่าภาพรวมการดำเนินธุรกิจยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจ ต้นทุนวัตถุดิบ และราคาพลังงาน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีแนวทางบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ควบคู่กับการสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว โดยบริษัทฯ จะให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการติดตามและบริหารความผันผวนของราคาวัตถุดิบและพลังงานอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตและการกระจายสินค้า เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ เตรียมเร่งขยายการกระจายสินค้าและเพิ่มยอดขายในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มการใช้กำลังการผลิตของสายการผลิตขวดแก้วและบรรเทาความผันผวนจากราคาเม็ดพลาสติกที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหากสภาวะความขัดแย้งต่าง ๆ ไม่ลุกลามบานปลาย บริษัทฯ ประเมินว่าจะสามารถสร้างรายได้จากการขายได้ที่ประมาณ 8,500 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 3-5%
สำหรับกิจกรรมการตลาดเพื่อสร้างการเติบโตของรายได้นั้น บริษัทฯ จะเดินหน้าผลักดันนวัตกรรมสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ไปแล้ว 3 รายการ ได้แก่ "แฟนต้า" รสสับปะรด และ "สไปรท์" ชิลล์ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังระดับพรีเมียม ได้แก่ "มอนสเตอร์ เอ็นเนอร์จี้" ซึ่งได้ออก
สู่ตลาดแล้วตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาและได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี บริษัทฯ เชื่อมั่นว่านวัตกรรมใหม่ ๆ เหล่านี้ จะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการบริโภคและสร้างความคึกคักให้กับตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ได้ตลอดปี 2569
"แม้ความท้าทายในปี 2569 จะมีความซับซ้อนมากขึ้นจากปัจจัยภายนอก แต่บริษัทฯ มีประสบการณ์ในการบริหารความผันผวนและสามารถปรับตัวได้ดีตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผ่านการบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการใช้ประโยชน์จากการลงทุนให้คุ้มค่า รวมถึงการนำนวัตกรรมสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว และเมื่อพิจารณาจากการที่แบรนด์ของเรามีความนิยมเหนือสินค้าคู่แข่งค่อนข้างมากในพื้นที่ภาคใต้ เราเชื่อมั่นว่าถ้าเราไม่ประมาทและสถานการณ์ความตึงเครียดไม่ลุกลามบานปลายจนเกินไปนัก เราจะสามารถจัดการกับความผันผวนและกลับสู่เส้นทางการเติบโตได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย" พลตรี พัชร กล่าว
ทั้งนี้ จากข้อมูลของบริษัท นีลเส็น (ประเทศไทย) จำกัด ประจำปี 2568 "หาดทิพย์" ยังคงเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่ม NARTD ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดในภาพรวมที่ 23.2% และสำหรับตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมนั้น บริษัทฯ มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับหนึ่งที่ 78.2%
บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในเครือ "โคคา-โคล่า" ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย จาก The Coca-Cola Company (สหรัฐอเมริกา) มีผลิตภัณฑ์ในพอร์ตโฟลิโอ ประกอบไปด้วย "โค้ก", "แฟนต้า", "สไปรท์", "ชเวปส์", "เอแอนด์ดับบลิว" รูทเบียร์ รวมถึงน้ำส้ม "มินิทเมด สแปลช", "มินิทเมด พัลพิ", ชา "ฟิวซ์ที" น้ำดื่ม "น้ำทิพย์" และ "มอนสเตอร์ เอ็นเนอร์จี้"