
สมาคมไทยรับสร้างบ้าน (Thai Home Builders Association: THBA) ออกแถลงการณ์ด่วนถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชี้ชัดผลกระทบลูกโซ่จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ส่งผลให้ต้นทุนก่อสร้างทะยานขึ้นแบบควบคุมไม่ได้ ในขณะที่ภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านครึ่งปีแรกจ่อวิกฤต มูลค่าหายไปกว่าครึ่ง พร้อมแนะผู้ประกอบการเปลี่ยนโหมดจากการ "รุก" มาเป็น "รับ" เพื่อรักษาเสถียรภาพธุรกิจก่อนจะล้มละลายกันทั้งระบบ

พายุเพอร์เฟกต์สตรอม: น้ำมันแพง ต้นทุนพุ่ง สัญญาผูกมัด
นายนิรัญ โพธิ์ศรี นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป (กรุงเทพ) จำกัด เปิดเผยถึงการประเมินสถานการณ์ล่าสุดว่า "เรากำลังเผชิญกับพายุเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี หากสถานการณ์สงครามอ่าวฯ ยังไม่ยุติลงภายในเร็ว ๆ นี้ และราคาน้ำมันดีเซลพุ่งทะยานทะลุ 50 บาทต่อลิตร จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ 'ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง' อย่างรุนแรง โดยเฉพาะวัสดุในกลุ่มเหล็ก ปูนซีเมนต์ และกระเบื้อง ซึ่งต้องใช้พลังงานสูงในกระบวนการผลิตและการขนส่ง"
สมาคมฯ ประเมินว่า ผู้ประกอบการรับสร้างบ้านจะต้องแบกรับค่าขนส่งและต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 8-12% จากประมาณการเดิม ทว่าความยากลำบากที่สุดคือ "เพดานราคา" เนื่องจากบ้านส่วนใหญ่เป็นการทำสัญญารับเหมาแบบราคาคงที่ (Fixed Price) ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับราคาตามต้นทุนที่แท้จริงได้ กลายเป็นสภาวะ "เข้าเนื้อ" ในทุกไซต์งานที่กำลังดำเนินการอยู่
กำลังซื้อชะงักตัว: ผู้บริโภคถอยตั้งหลัก ตลาดวูบ 50%
สำหรับฝั่งอุปสงค์หรือกำลังซื้อผู้บริโภค นายกสมาคมฯ ระบุว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคดิ่งลงเหวอย่างเห็นได้ชัด โดยพบสัญญาณอันตราย 3 ประการ
1.การชะลอการตัดสินใจ: ลูกค้าที่อยู่ระหว่างเจรจาพับแผนการสร้างบ้านไว้ชั่วคราว เพื่อสำรองเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน
2.การลดขนาด (Downsizing): ลูกค้าที่มีความจำเป็นต้องสร้างบ้าน เปลี่ยนแบบจากบ้านหลังใหญ่เป็นบ้านขนาดเล็ก หรือตัดฟังก์ชันที่ไม่จำเป็นออกเพื่อคุมงบประมาณ
3.การเข้าถึงสินเชื่อยากขึ้น: สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยกู้เนื่องจากมองว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างมีความเสี่ยงสูง
"สมาคมฯ คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดรับสร้างบ้านในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ จะปรับตัวลดลงรุนแรงเกินกว่า 50% หรือหายไปกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าตลาดรวมปีที่ผ่านมา" นายนิรัญ กล่าวด้วยความกังวล
ย้อนรอยวิกฤตต้มยำกุ้ง: บทเรียนราคาแพงที่อาจซ้ำรอย
นายสิทธิพร สุวรรณสุต กรรมการกิตติมศักดิ์ ชี้ว่าประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ "ระยะเวลา" ของสงคราม หากเหตุการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 6 เดือน อาจส่งผลกระทบรุนแรงจนเกิดภาวะ "โดมิโนล้ม" ในภาคธุรกิจรับสร้างบ้าน ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่ทำให้บริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำในขณะนั้นต้องปิดตัวลงเกือบหมดตลาด เนื่องจากขาดสภาพคล่องและไม่สามารถบริหารจัดการหนี้สินที่เกิดจากต้นทุนที่พุ่งสูงฉับพลันได้
5 กลยุทธ์ "ถอยเพื่อรอด" สำหรับผู้ประกอบการ
เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย สมาคมไทยรับสร้างบ้านได้ประกาศแนวทางปฏิบัติฉุกเฉินให้แก่สมาชิกและผู้ประกอบการทั่วไป ดังนี้
1.หยุดการเร่งยอดขาย (Cease Aggressive Sales): การอัดโปรโมชั่นลดราคา เพื่อดึงยอดขายในขณะที่ต้นทุนไม่นิ่ง คือการฆ่าตัวตายทางธุรกิจ นาทีนี้ความเสี่ยงสูงกว่าโอกาสเติบโต
2.ผ่าโครงสร้างต้นทุนภายใน (Internal Cost Audit): กลับมาสำรวจจุดอ่อนและค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยภายในองค์กร เร่งอุดรอยรั่วที่ทำให้เกิดการสูญเสียวัสดุในไซต์งาน
3.เจรจาพันธมิตรคู่ค้า (Supplier Management): สร้างความร่วมมือกับซัพพลายเออร์วัสดุก่อสร้าง เพื่อล็อกราคาวัสดุที่จำเป็นหรือหาทางเลือกใหม่ ๆ ที่คุ้มค่ากว่า
4.เน้นงานบริการและคุณภาพ (Quality over Quantity): หันมาดูแลลูกค้าในมือให้ดีที่สุด เพื่อป้องกันการทิ้งงานหรือการฟ้องร้อง ซึ่งจะซ้ำเติมวิกฤตให้หนักกว่าเดิม
5.บริหารกระแสเงินสด (Cash Flow is King): รักษาสภาพคล่องไว้ให้มากที่สุด เตรียมแผนสำรองหากสถาบันการเงินชะลอการสนับสนุน
บทสรุป: บททดสอบความแกร่งของภาคธุรกิจ
"สิ่งที่อยากเน้นย้ำคือ นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาแข่งขันกันว่าใครจะมียอดขายสูงสุด แต่เป็นเวลาที่เราต้องช่วยกันพยุงภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านให้รอดพ้นจากปากเหว ผู้ประกอบการต้องกล้าที่จะยอมรับความจริง ปรับตัวให้เร็ว และเลิกวิ่งไล่ตามตัวเลขยอดขายที่จับต้องไม่ได้ในสภาวะสงครามเศรษฐกิจเช่นนี้" นายสิทธิพร กล่าวทิ้งท้าย