XSpring Group ประเมิน Q2 เงินทุนไหลเข้าเอเชีย-ทองคำ

ข่าวทั่วไป Thursday April 23, 2026 16:18 —ThaiPR.net

XSpring Group ประเมิน Q2 เงินทุนไหลเข้าเอเชีย-ทองคำ

ชี้ตลาดก้าวข้ามปัจจัยสงครามผ่านจุดต่ำสุดพร้อมเดินหน้าต่อ มองกองทุนเทคโนโลยีญี่ปุ่นยังคงสดใส-บิตคอยน์ราคายังคงปรับฐานในกรอบแคบ

  • XSpring Group นำโดย บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด บลจ.เอ็กซ์สปริง จำกัด และ บริษัท เอ็กซ์สปริง ดิจิทัล จำกัด ให้มุมมองการลงทุนไตรมาส 2/2569 ภายใต้ธีม "Beyond the War - Defining the Next Wave" คาดการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผ่านจุดเลวร้ายที่สุดแล้ว สหรัฐเผชิญแรงกดดันจากบอนด์ยีลด์ สร้างแรงกดดันให้ยุติสงครามทางอ้อม กดดันค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า หนุนเงินทุนไหลสู่ภูมิภาคเอเชีย รวมถึงสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ
  • มองภาพรวมตลาดเทคฯ สหรัฐฯ และญี่ปุ่นยังน่าสนใจ แนะลงทุนแบบ Selective Investment เทคโนโลยี พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น พลังงานนิวเคลียร์ และห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม AI และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมแนะนำกองทุน X-NUCTECH และ X-JPTOPTECH
  • ขณะที่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล มองราคา Bitcoin แม้จะปรับฐานลงจากระดับสูงสุดเมื่อเทียบกับปีก่อนกว่า 40% แต่ถือเป็นการปรับสมดุลโครงสร้างราคา ลดความร้อนแรงของตลาด คาดแนวโน้มระยะสั้นเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบ

นายณัฐวุฒิ จันทนะจุลพงศ์ นักกลยุทธ์ลงทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด (KTX) ประเมินว่า แม้ยังไม่สามารถระบุจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างชัดเจน แต่ตลาดการเงินโลกเริ่มส่งสัญญาณผ่านพ้นช่วงเลวร้ายที่สุดไปแล้ว สะท้อนจากดัชนีความผันผวน (VIX) ที่เคยพุ่งขึ้นเหนือระดับ 30 จุดในช่วงต้นของเหตุการณ์ ก่อนจะทยอยปรับลดลงมาเคลื่อนไหวต่ำกว่า 20 จุดในปัจจุบัน ซึ่งบ่งชี้ถึงการกลับมาเปิดรับความเสี่ยงของนักลงทุน (Risk-on) แม้สถานการณ์โดยรวมยังไม่ยุติลง

อย่างไรก็ตาม การยืดเยื้อของสงครามยังคงสร้างภาระต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดพันธบัตรที่เผชิญแรงขายจากนักลงทุน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันสัดส่วนการเข้าประมูลพันธบัตรอายุ 30 ปีของนักลงทุนต่างชาติ (Indirect Bidder) ลดลงเหลือราว 63% กดดันให้ Primary yield ทรงตัวในระดับสูงบริเวณ 4.87% ซึ่งทำให้ต้นทุนทางการเงินของภาครัฐเพิ่มขึ้น โครงสร้างหนี้ที่เน้นการออกตราสารระยะสั้นมากขึ้น ยังทำให้สัดส่วนหนี้ที่ต้อง rollover ภายในหนึ่งปีขยับขึ้นแตะระดับประมาณ 30% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี

ขณะเดียวกันในฝั่งภาคเอกชน โดยเฉพาะตลาด Private Credit ที่พึ่งพาการกู้ยืมแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating rate) กำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นสวนทางกับการเติบโตของรายได้ ส่งผลให้ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนว่าสหรัฐฯ มีข้อจำกัดในการแบกรับต้นทุนของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีลักษณะ K-shaped โดยกลุ่มรายได้สูงยังได้รับแรงหนุนจาก Wealth Effect ขณะที่แรงงานส่วนใหญ่เผชิญแรงกดดันด้านรายได้ เมื่อผนวกกับแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินจากการครบวาระของประธานธนาคารกลางสหรัฐในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งมีโอกาสนำไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ย แม้เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง แต่มีโอกาสที่สหรัฐจะเข้าสู่ภาวะ Negative Real Rate และกดดันค่าเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง โดยประเมินกรอบดัชนีดอลลาร์ไว้ที่ระดับ 92.7- 93 ดอลลาร์สหรัฐ ฯ ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ฯ มีแนวโน้มกระตุ้นการปรับพอร์ตของนักลงทุนทั่วโลก โดยอาจเห็นการลดสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ และเพิ่มน้ำหนักไปยังสินทรัพย์อื่น เช่น ทองคำ และตลาดในภูมิภาคเอเชีย

"แม้ราคาทองคำในระยะสั้นอาจเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่ในระยะถัดไปยังมีแรงหนุนจากแนวโน้มดอลลาร์อ่อนค่าและ Real Rate ที่มีโอกาสลดลง ดังนั้น การอ่อนตัวของราคาในช่วงที่ความกังวลด้านสงครามยังคงอยู่ อาจเป็นจังหวะในการทยอยสะสม ขณะที่ภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มกลับมาโดดเด่น โดยเฉพาะประเทศที่สามารถรักษาเสถียรภาพด้านเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงได้" นายณัฐวุฒิ กล่าว

สำหรับประเทศไทย มองว่ายังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งระดับทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในเกณฑ์สูง และภาระหนี้ต่างประเทศที่ไม่สูงมาก อีกทั้งยังมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของประเทศเศรษฐกิจหลัก เช่น จีนและญี่ปุ่น ที่เผชิญต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ประกอบกับด้านภาคการส่งออกเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยคาดว่าไตรมาส 1 จะขยายตัวได้ราว 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า และอาจนำไปสู่การปรับเพิ่มประมาณการในระยะถัดไป

ด้านกลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 2 แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย ทยอยสะสมทองคำในจังหวะย่อตัว และคัดเลือกหุ้นไทยที่มีปัจจัยสนับสนุนจากกระแสเงินทุนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ อาทิ GULF, WHA, ADVANC, BBL และ CPALL

นายพีรพล สุรัตนวนิช นักกลยุทธ์ลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด (XSpringAM) ระบุว่า ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซได้ส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์โลกอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ตลาดอาจยังประเมินไม่เต็มที่ โดยเฉพาะการหยุดส่งออกก๊าซฮีเลียมจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง อาจกระทบต่อกำลังการผลิตสินค้าในกลุ่ม AI และอิเล็กทรอนิกส์ในระยะถัดไป ขณะเดียวกันธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ได้เริ่มปรับลดคาดการณ์ GDP และปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อ สะท้อนความเสี่ยงต่อภาวะ Demand Disruption ที่อาจกดดันการบริโภคทั่วโลก

ทั้งนี้ เอ็กซ์สปริงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบ Selective Investment โดยยังคงให้น้ำหนักตลาดสหรัฐและญี่ปุ่น ควบคู่กับธีมการลงทุนระยะยาว เช่น เทคโนโลยี พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมต้นน้ำ อาทิ พลังงานนิวเคลียร์ และห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม AI และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมแนะนำกองทุน X-NUCTECH และ X-JPTOPTECH ซึ่งสอดรับกับเมกะเทรนด์ดังกล่าว

ด้านนางพัชร์ลิตา ทวีสุริยภัสร์ นักกลยุทธ์ลงทุน บริษัท เอ็กซ์สปริง ดิจิทัล จำกัด กล่าวว่า ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงที่ผ่านมาเคลื่อนไหวในลักษณะทรงตัวเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น แม้ราคา Bitcoin จะปรับฐานลงจากระดับสูงสุดเมื่อเทียบกับปีก่อนกว่า 40% แต่ถือเป็นการปรับสมดุลโครงสร้างราคา (Reset) ซึ่งช่วยลดความร้อนแรงของตลาด และทำให้แนวโน้มระยะสั้นเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบมากกว่าการปรับตัวรุนแรง

ทั้งนี้ แรงหนุนสำคัญยังมาจากเงินลงทุนสถาบันที่ไหลเข้าสู่ Spot Bitcoin ETF อย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นในระยะยาว ขณะที่ Ethereum ยังมีแรงซื้อแต่ไม่โดดเด่นเทียบเท่า Bitcoin ส่งผลให้ Bitcoin ยังคงทำหน้าที่เป็น Market Leader ของตลาด

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในไตรมาส 2 ได้แก่ ความคืบหน้าด้านกฎระเบียบในสหรัฐ เช่น ร่างกฎหมาย CLARITY Act รวมถึงการกำกับดูแลร่วมกันระหว่าง SEC และ CFTC ซึ่งจะช่วยลดความไม่แน่นอนในระยะยาว นอกจากนี้ การเติบโตของ Stablecoin ที่มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ และเริ่มมีการใช้งานจริงในระดับประเทศ สะท้อนการยอมรับที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในเชิงธีมการลงทุน มองว่า Tokenization และเทคโนโลยี Layer 2 จะเป็นปัจจัยที่เข้ามามีบทบาทในเชิงพัฒนาการของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ Blockchain และการอัปเกรดเครือข่าย Ethereum จะช่วยเพิ่มศักยภาพการใช้งาน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระมัดระวังความผันผวนจากปัจจัยภายนอก และทยอยสะสมสินทรัพย์ในช่วงที่ราคาอ่อนตัว เพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะกลางถึงยาวอย่างมีประสิทธิภาพ

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ