
ในสมรภูมิด้านสาธารณสุขและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ หรือ "Wellness Economy" หนึ่งในโจทย์ยากระดับประเทศที่ยืดเยื้อมานาน คือ การจัดการกับโรคอุบัติเก่าที่ไม่เคยหมดไปอย่าง "วัณโรค"
แต่สิ่งที่ทำให้โจทย์นี้ท้าทายยิ่งกว่ากลับไม่ใช่วัณโรคระยะแสดงอาการ แต่เป็นภัยเงียบที่กำลังซ่อนเร้นอยู่ในสังคมอย่าง 'วัณโรคแฝง' (Latent Tuberculosis Infection: LTBI) ซึ่งสถิติระบุว่าประชากรโลกถึง 1 ใน 4 มีเชื้อวัณโรคแฝงซ่อนอยู่โดยไม่รู้ตัวเนื่องจากยังไม่แสดงอาการ ทว่าพร้อมจะปะทุและลุกลามกลายเป็นวัณโรคระยะแพร่กระจายทันทีที่ภูมิคุ้มกันร่างกายลดลง

การตัดวงจรตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการยุติโรคนี้ ล่าสุด สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และเครือข่ายสาธารณสุขในเขตสุขภาพที่ 7 ได้จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร "นวัตกรรมตรวจเลือดพกพา SERS-TB เพื่อช่วยในการยุติวัณโรค" ระหว่างวันที่ 24-26 พฤษภาคม 2569 ในพื้นที่ขยายผลในจังหวัดร้อยเอ็ดและพื้นที่ความร่วมมือวิจัยในจังหวัดขอนแก่น เพื่อสาธิตการใช้งานต้นแบบนวัตกรรมคัดกรองที่หลอมรวมเทคโนโลยี AI เข้ากับงานสาธารณสุขมูลฐานอย่างลงตัว มุ่งสู่ เวทีบูรณาการเทคโนโลยีต้านวัณโรค พร้อมปักหมุดผลักดันเป้าหมาย END TB ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายในปี พ.ศ. 2578 (ค.ศ. 2035) ให้สำเร็จเป็นจริง
- 'เครื่องยนต์วิจัยของชาติ' ดัน Wellness Economy ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย
ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ในการผลักดันงานวิจัยชิ้นนี้ว่า นวัตกรรม SERS-TB เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของ สวทช. ในการทำหน้าที่เป็น "ขุมพลังวิจัย" และ "เครื่องยนต์วิจัยของชาติ" เพื่อตอบสนองต่อนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงมาแก้โจทย์วิกฤตด้านสุขภาพ เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเท่าเทียมกัน
"การที่งานวิจัยด้านเครื่องมือแพทย์จะก้าวข้ามจากหิ้งไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในระบบสาธารณสุขได้อย่างยั่งยืนนั้น จากงานวิจัยผลักดันเป็นนวัตกรรมจะต้องผ่านการทดสอบรอบด้าน ทั้งในมิติสมรรถนะ ความเหมาะสมกับระบบบริการจริง ความปลอดภัย และมาตรฐานทางการแพทย์เพื่อเตรียมพร้อมสู่การขึ้นทะเบียนตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล จุดแข็งที่สุดของโครงการนี้ คือ การที่นวัตกรรมไทยได้ลงมาเรียนรู้และรับโจทย์จากพื้นที่ปฏิบัติงานจริงตั้งแต่ยังอยู่ในระยะวิจัย ทำให้นักวิจัยเข้าใจข้อจำกัด และเปิดโอกาสให้แพทย์รวมถึงบุคลากรหน้างานมีส่วนร่วมออกแบบทิศทางพัฒนาร่วมกัน สวทช. ตั้งเป้าที่จะผลักดันให้นวัตกรรมนี้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบสาธารณสุขไทยในวงกว้าง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่โมเดลต้นแบบในห้องแล็บเท่านั้น" ดร.วรวรงค์ กล่าว
- เทคโนโลยี 'OnSpec และ AI' ย่นเวลา 'คัดกรองวัณโรคแฝง' จาก 2 วันเหลือ 10 นาที
ดร.นพดล นันทวงศ์ นักวิจัยกลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช. กล่าวว่า เมื่อเจาะลึกไปที่กลไกการทำงานของนวัตกรรม SERS-TB เป็นการประยุกต์ใช้เทคนิค Surface-Enhanced Raman Spectroscopy (SERS) ร่วมกับ เครื่องวัดสัญญาณรามานแบบพกพา (Portable Raman Spectrometer) และระบบประมวลผลอัจฉริยะด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) หัวใจสำคัญที่เนคเทคพัฒนาขึ้น คือ "OnSpec" (ออนสเปก) ชิปขยายสัญญาณรามานโครงสร้างนาโนจากโลหะเงินที่ผลิตด้วยเทคนิคการเคลือบฟิล์มบางขั้นสูง ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการขยายสัญญาณการกระเจิงแสงรามานได้มหาศาล ทำให้นักวิจัยสามารถตรวจวัดและตรวจจับสัญญาณชีวโมเลกุลจำเพาะจากตัวอย่างเลือด (พลาสมา) ที่มีความเจือจางมากในระดับ Trace Concentration ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งวิธีปกติไม่สามารถทำได้
"ขั้นตอนการทำงานจริงหน้างานถูกออกแบบให้ง่ายและรวดเร็ว (Workflow Optimization) เริ่มจากการหยดตัวอย่างเลือดปริมาณน้อยลงบนชิป OnSpec รอให้แห้ง แล้วใช้เครื่องรามานแบบพกพาอ่านสัญญาณเพื่อบันทึกลักษณะสเปกตรัม เนื่องจากสัญญาณรามานมีรายละเอียดและความซับซ้อนของข้อมูลสูงมาก ทีมวิจัยจึงได้พัฒนา AI เข้ามาทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและวิเคราะห์รูปแบบสเปกตรัมเหล่านั้นร่วมกันเป็นระบบเดียว ทำให้การอ่านผลมีความเป็นระบบ แม่นยำ ช่วยลดเวลาการรายงานผลเชิงเทคนิคเหลือเพียงไม่กี่นาทีหรือไม่ถึง 1 ชั่วโมง จากเดิมที่ต้องรอผลแล็บทางคลินิกนาน 1-2 วัน อีกทั้งยังช่วยลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์หน้างานในการตีความข้อมูล จึงตอบโจทย์การเป็นนวัตกรรมคัดกรองขั้นสูง ณ จุดดูแลผู้ป่วย (Point-of-Care) ในชุมชนอย่างแท้จริง" ดร.นพดล อธิบาย
- ประสานพลัง มข. ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "AI-based TB Diagnosis for All"
ความก้าวหน้าในการเปลี่ยน Deep Tech เพื่อให้กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงในโรงพยาบาล เกิดขึ้นจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรหลักอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) โดย ศาสตราจารย์ พญ.วิภา รีชัยพิชิตกุล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญในมิติทางคลินิกว่า การพัฒนานวัตกรรมคัดกรองวัณโรค โดยเฉพาะในกลุ่ม 'วัณโรคแฝง' จำเป็นต้องเดินควบคู่ไปกับองค์ความรู้ทางการแพทย์และบริบทของระบบบริการสาธารณสุขจริง โดยเป้าหมายหลักของงานวิจัยชิ้นนี้คือการเพิ่มทางเลือกในการคัดกรองที่มีความรวดเร็วและเข้าถึงง่ายขึ้นในระดับชุมชน โดยผลลัพธ์ที่ได้จากระบบ SERS-TB จะถูกนำไปใช้ร่วมกับข้อมูลทางคลินิกอื่น ๆ เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจทางการแพทย์ได้อย่างรอบคอบและเหมาะสมที่สุด การลงพื้นที่ทดสอบจริงครั้งนี้จึงช่วยให้ทีมวิจัยได้เห็นแง่มุมการใช้งานเพื่อนำไปปรับปรุงเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยจริง
ขณะที่ ศ. ดร.เกียรติไชย ฟักศรี คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อระบาดใหม่ กล่าวถึงการเข้าถึงนวัตกรรมภายใต้แนวคิด "AI-based TB Diagnosis for All: นวัตกรรมการตรวจวัณโรคถ้วนหน้า เร็ว ง่าย เข้าถึงชุมชน" ว่า "AI-based TB Diagnosis for All คือ ทิศทางอนาคตของการนำปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีวินิจฉัยยุคใหม่เข้ามาทลายข้อจำกัดเดิม ๆ เพื่อช่วยให้ระบบคัดกรองวัณโรคทำงานได้เร็วขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และขยายการบริการลงลึกไปสู่ระดับชุมชนห่างไกลได้มากขึ้น การพัฒนานวัตกรรมสุขภาพในลักษณะนี้เริ่มต้นจากโจทย์จริงของประเทศ เทคโนโลยีจึงถูกหล่อหลอมขึ้นจากข้อมูลที่มีคุณภาพ การทดสอบทางคลินิกที่เข้มข้น และการประสานพลังร่วมกันระหว่าง สวทช. มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับโอกาสในการตรวจคัดกรองและเข้าถึงระบบดูแลรักษาสุขภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน
- สมรภูมิจริง รพ.ร้อยเอ็ด ถอดรหัสความท้าทายและการบริหารจัดการระดับพื้นที่
ด้าน ผศ. (พิเศษ) นพ.ณรงค์ชัย สังข์ซา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลร้อยเอ็ด ได้ให้ภาพสะท้อนเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์และบทบาทของโรงพยาบาลในพื้นที่ว่า โรงพยาบาลร้อยเอ็ดตระหนักดีถึงอุบัติการณ์ของวัณโรคและให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบบริการอย่างครบวงจรมาโดยตลอด ตั้งแต่ขั้นคัดกรอง รักษา ติดตามผู้สัมผัสร่วมบ้าน ไปจนถึงการบูรณาการเครือข่ายสาธารณสุข วัณโรคเป็นวิกฤตสาธารณสุขที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยหน่วยงานเดียว แต่ต้องทำงานประสานกันทั้งระบบ ตั้งแต่โรงพยาบาล จังหวัด เขตสุขภาพ ไปจนถึงชุมชนรากหญ้า การนำระบบ SERS-TB เข้ามาทดสอบในสนามจริงที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จึงเป็นขั้นตอนเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญยิ่งที่ช่วยให้ทีมวิจัยได้เห็นสภาพแวดล้อมที่แท้จริง ทั้งขั้นตอนของคลินิก ห้องปฏิบัติการ และภาระงานของบุคลากร เพื่อปรับแต่งนวัตกรรมให้ตอบโจทย์หน้างานและเพิ่มโอกาสค้นหาผู้มีความเสี่ยงในชุมชนให้เร็วยิ่งขึ้นในอนาคต
ด้าน พ.ท.นพ.ฐมฤกษ์ แสงเงิน ผู้อำนวยการคลินิกวัณโรค โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ได้เปิดเผยถึงแง่มุมการทำงานเชิงรุกในพื้นที่ร้อยเอ็ดที่เชื่อมโยงกับแนวทางการทำงานของพื้นที่ขอนแก่นว่า เมื่อเทคโนโลยีขั้นสูงต้องลงมาเผชิญความจริงในระดับปฏิบัติการงานควบคุมวัณโรคหน้างานมีความซับซ้อนสูงมาก ไม่ใช่เพียงแค่การตรวจเจอแล้วให้ยารักษา แต่ความท้าทายหลักอยู่ที่การติดตามกลุ่มผู้สัมผัสร่วมบ้าน (House Contact) การป้องกันและลดอัตราการขาดยาของผู้ป่วย ตลอดจนการบริหารจัดการระบบข้อมูลร่วมกันผ่านเครื่องมือดิจิทัล เช่น ระบบ TB Data Center เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลและชุมชน
"การนำเครื่องมือ SERS-TB มาทดสอบภาคสนามช่วยให้เรามองเห็นรายละเอียดที่ห้องแล็บในกรุงเทพฯ อาจจะบอกไม่ได้ทั้งหมด ทั้งเรื่องกระบวนการเก็บสิ่งส่งตรวจ การไหลเวียนของผู้ป่วย (Patient Flow) การจัดสรรพื้นที่ และการทำงานร่วมกับห้องแล็บในโรงพยาบาล หัวใจสำคัญคือ เทคโนโลยีใหม่ต้องไม่สร้างภาระงานเพิ่มให้แก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหน้างาน และต้องเชื่อมโยงเข้ากับระบบฐานข้อมูลติดตามผู้ป่วยที่มีอยู่เดิมได้อย่างไร้รอยต่อ ทั้งนี้ปัจจุบันโรงพยาบาลร้อยเอ็ดมีแนวทางการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก (Active Case Finding) โดยจับมือร่วมกับเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ระบุพิกัดจุดเสี่ยง ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการนำนวัตกรรมคัดกรองไวอย่าง SERS-TB ไปต่อยอดทำงานเชิงรุกในชุมชน หลังเสร็จสิ้นกระบวนการวิจัยทดสอบภาคสนามนี้ต่อไป" พ.ท.นพ.ฐมฤกษ์ ระบุ