นายเจษฎา จันทรประภา ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ (สนน.) กทม. กล่าวกรณีมีข้อวิจารณ์เกิดปัญหาน้ำท่วมขังรอการระบายในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ หลังเกิดฝนตกหนักเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 69 ว่า สนน. ได้ดำเนินการตรวจสอบสถานการณ์น้ำท่วมขังที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณฝนที่ตกหนักถึงหนักมากและมีความต่อเนื่อง กระจุกตัวในพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ โดยเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 69 เวลา 13.00 น. เรดาร์ตรวจพบกลุ่มฝนขยายตัวเข้าปกคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งหมด และมีฝนตกอย่างต่อเนื่องและหยุดในเวลา 17.10 น. จากการตรวจวัดปริมาณฝนสะสมสูงสุดในรอบ 24 ชั่วโมง พบว่า สถานีจุดวัดประตูระบายน้ำ (ปตร.) คลองอรชร เขตปทุมวัน มีปริมาณฝน 109.5 มิลลิเมตร (มม.) สำนักงานเขตพระนคร 103.0 มม. สำนักงานเขตบางรัก 98.0 มม. สำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย 97.0 มม. และสำนักงานเขตราชเทวี 86.0 มม.
จากปริมาณฝนที่ตกหนักดังกล่าว ส่งผลให้น้ำฝนสะสมเกินขีดความสามารถของระบบท่อระบายน้ำที่รองรับได้ประมาณ 60 มม. จึงทำให้เกิดน้ำท่วมขังบนถนนสายหลัก เช่น ถนนพญาไท ถนนราชดำริ ถนนพหลโยธิน และถนนพระรามที่ 1 ทั้งนี้ นอกจากปริมาณฝนที่ตกหนักมากในช่วงเวลาสั้น ๆ แล้ว ยังมีปัจจัยจากสภาพพื้นที่บางแห่งที่มีลักษณะเป็นแอ่งลุ่มต่ำ ข้อจำกัดของขนาดท่อระบายน้ำเดิม รวมถึงปริมาณน้ำที่ไหลบ่าจากพื้นที่โดยรอบเข้าสู่จุดเดียวกันเป็นจำนวนมาก อีกทั้งบางพื้นที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภคและโครงการรถไฟฟ้าหลายสาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำเมื่อเทียบกับสภาพปกติ จึงทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมขังรอการระบายบนผิวจราจรชั่วคราวในหลายพื้นที่ โดยระดับน้ำท่วมส่วนใหญ่อยู่ในช่วงประมาณ 10-25 เซนติเมตร นอกจากนี้ ยังพบอุปสรรคสำคัญจากกรณีต้นไม้ล้มกีดขวางการจราจรประมาณ 12 จุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการสัญจรและการเข้าพื้นที่ของเจ้าหน้าที่หน่วยเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม สนน. ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ปฏิบัติงานทันที เพื่อจัดเก็บขยะหน้าตะแกรงรับน้ำ เร่งเดินเครื่องสูบน้ำและสถานีสูบน้ำอย่างเต็มประสิทธิภาพ และสามารถเร่งระบายกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายในเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง
สำหรับมาตรการเตรียมความพร้อมระบบระบายน้ำ สนน. ได้ดำเนินการตรวจสอบและบำรุงรักษาสถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ทุกแห่งให้พร้อมใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ก่อนเข้าสู่ฤดูฝน รวมถึงจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำชนิดเคลื่อนที่ (Mobile Pump) และหน่วยเครื่องจักรกลหนักประจำจุดเสี่ยงและจุดเฝ้าระวังน้ำท่วมขัง เพื่อเสริมประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่ที่ระบบท่อระบายน้ำหลัก มีข้อจำกัด หรือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินเครื่องสูบน้ำประจำสถานีขัดข้อง พร้อมจัดทำแผนขุดลอกคูคลอง เปิดทางน้ำไหล และทำความสะอาดท่อระบายน้ำทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ รวมถึงจัดเตรียมเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการเร่งด่วน (BEST) เข้าประจำจุดเสี่ยงทันทีเมื่อเกิดฝนตกหนัก
ส่วนกรณีข้อวิจารณ์เกี่ยวกับการชำรุดของเครื่องสูบน้ำลงคลองบางเขนและคลองส้มป่อย ซึ่งส่งผลให้มีน้ำท่วมขังรอการระบายบริเวณถนนประชาชื่น ซอย 22-28 นั้น สนน. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า มีเศษใบไม้และวัสดุอื่นอุดตันบริเวณรางระบายน้ำริมถนนประชาชื่น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการระบายน้ำลดลง ซึ่งได้ประสานสำนักงานเขตดำเนินการจัดเก็บและแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ขณะที่การตรวจสอบสถานีสูบน้ำบางเขนใหม่ ซึ่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 10 เครื่อง พบว่ามีเครื่องสูบน้ำชำรุดระหว่างการใช้งาน 1 เครื่อง อย่างไรก็ตาม ยังสามารถเดินเครื่องสูบน้ำได้อีก 9 เครื่อง และระบายน้ำได้ตามปกติ โดย สนน. จะเร่งดำเนินการซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็ว ส่วนสถานีสูบน้ำส้มป่อยสามารถเดินเครื่องสูบน้ำได้ครบทั้ง 2 เครื่องตามปกติ และไม่พบเหตุขัดข้องของระบบสูบน้ำหรือระบบไฟฟ้าแต่อย่างใด