
เมื่อการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เริ่มจากโรงเรียน แต่เริ่มจากบ้าน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) บ้านยางขาคีม ตำบลทุ่งนารี อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง ตั้งใจให้เกิดขึ้นในทุกบ้านของชุมชน ผ่านโครงการ "เปลี่ยนมือถือเป็นมือแม่ : ครอบครัว 3 ดี นำเด็กปฐมวัยห่างจอ" หนึ่งในสมาชิกโครงการ "พัฒนาระบบนิเวศสื่อสุขภาวะเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย" ขับเคลื่อนโดยกลุ่ม wearehappy องค์กรสาธารณประโยชน์ ภายใต้การหนุนเสริมของสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา (สำนัก 11) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จนกลายเป็นต้นแบบที่ขยายผลไปทั่วจังหวัด

โครงการนี้มีจุดเริ่มต้นจากการจับมือลงนาม MOU ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและศพด. เครือข่ายรวม 27 แห่งทั่วพัทลุง เพื่อร่วมกันยกระดับสื่อสุขภาวะเด็กปฐมวัยในแนวทางเดียวกัน การขับเคลื่อนครั้งนี้จึงเป็นเจตนารมณ์ร่วมของชุมชนที่ตั้งใจเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านยางขาคีม ได้นำแนวคิด "ครอบครัว 3 ดี" (สื่อดี พื้นที่ดี ภูมิดี) มา เป็นกรอบปฏิบัติขยายผลจาก ศูนย์พัมนาเด็กเล็กสู่ครอบครัว และทำได้จริงในทุกบ้าน
- สื่อดี (มือแม่นักสร้างสื่อ) ศพด.บ้านยางขาคีม ชวนผู้ปกครองมาร่วม workshop ไอเดียสร้างสรรค์ ปลุกพลังให้พ่อแม่กลายเป็นนักสร้างของเล่น ชวนกันใช้กระดาษลัง ขวดพลาสติก และวัสดุเหลือใช้รอบบ้านมาทำเป็นบัตรคำ สมุดภาพ และเครื่องดนตรีจิ๋ว ผลคือผู้ปกครองส่วนใหญ่สามารถสร้างสื่อและจัดพื้นที่เล่นให้ลูกได้ด้วยตัวเองสำเร็จ
- พื้นที่ดี (โซนปลอดจอ) ทุกครอบครัวร่วมใจกันเปลี่ยนบ้านเป็นสนามเรียนรู้ กำหนดตารางเวลาคุณภาพให้พ่อแม่ลูกทำกิจกรรมร่วมกัน ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งคือ เด็กๆ สามารถลดเวลาหน้าจอลงได้เฉลี่ยถึง 120 นาทีต่อวัน
- ภูมิดี (หยั่งรากในวิถีจริง) ดึงเด็กๆ ออกจากโลกเสมือนมาสู่โลกแห่งความจริงผ่านงานบ้าน งานครัว และงานสวน กติกาที่ทุกบ้านสมาทานร่วมกันจึงเรียบง่ายแต่ทรงพลัง คือ กินข้าวไม่ดูจอ ทำกิจกรรมร่วมกัน และเล่านิทานก่อนนอน
เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับครอบครัว ศพด.บ้านยางขาคีม จึงจัดตั้ง "ธนาคารสื่อสร้างสรรค์" รวบรวมของเล่นและสื่อที่ผู้ปกครองช่วยกันผลิตกว่า 20 ชิ้น เปิดให้หมุนเวียนยืมกลับบ้านได้ตามความสนใจ โดยมีคุณครูคอยคัดกรองคุณภาพ ช่วยให้เด็กๆ ทุกคนเข้าถึงของเล่นที่เหมาะกับวัยอย่างเท่าเทียม
นอกจากนี้ ศพด.บ้านยางขาคีม ยังดึงเอาการเล่านิทานเข้ามาอยู่ในทุกกิจวัตรประจำวัน ทั้งช่วงเข้าแถว รับประทานอาหาร และก่อนนอน ครูใช้น้ำเสียงและท่าทางกระตุ้นจินตนาการ ทำให้เด็กๆ มีสมาธิจดจ่อได้ยาวนานขึ้น และเริ่มพาตัวเองออกจากหน้าจอได้โดยไม่ต้องถูกบังคับ
ความแข็งแกร่งของบ้านยางขาคีมเกิดจากการที่ รพ.สต. และ อสม. ในพื้นที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการอย่างแท้จริง อสม. ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านร่วมกับครูเพื่อติดตามพฤติกรรม ให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติ และเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพในระดับครัวเรือน เมื่อทุกฝ่ายทำงานบนข้อมูลชุดเดียวกัน ช่องว่างระหว่างบ้านกับศูนย์พัฒนาเด็กก็แคบลง
พลังแห่งความร่วมมือนี้สะท้อนชัดในเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ "ครอบครัว 3 ดี" ที่ ศพด.บ้านยางขาคีม เป็นเจ้าภาพ ซึ่งมีข้อความส่งต่อกันในกลุ่มไลน์ตอกย้ำอุดมการณ์ว่า "จับมือกันนะ ลูกของเราต้องไม่ติดหน้าจอ ทุกกิจกรรมในครอบครัว"
เราจะเริ่มต้นอย่างไรดี นางสาวสายใจ คงทน หัวหน้าโครงการมหัศจรรย์นิเวศสื่อสุขภาวะเพื่อเด็กปฐมวัย แนะนำว่า "สิ่งแรกที่อยากให้ทำคือวางโทรศัพท์ลง แล้วหันหน้ามองลูก เพราะสิ่งที่เด็กปฐมวัยต้องการที่สุดในโลกนี้ไม่ใช่หน้าจอ แต่คือหน้าแม่ หน้าพ่อ และหน้าคนในครอบครัวที่มองเขาอย่างตั้งใจ"
การเปลี่ยน "หน้าจอ" ให้กลายเป็น "หน้าแม่" ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพราะทุกบ้านมีสิ่งที่ต้องการอยู่แล้วรอบตัว แค่รู้จักหยิบมาใช้ให้เป็น
"ขวดพลาสติกเปล่า กระดาษลัง ใบไม้หน้าบ้าน สิ่งเหล่านี้คือสื่อสร้างสรรค์ชั้นดีทั้งนั้น แต่สิ่งที่ทำให้มันมีพลังอย่างแท้จริงคือมือที่หยิบมันขึ้นมาเล่นกับลูก ไม่ว่าจะเป็นมือแม่ มือพ่อ หรือมือปู่ย่าตายาย เมื่อมือของครอบครัวสัมผัสมือของเด็ก นั่นคือสื่อที่ทรงพลังที่สุดที่เราจะมอบให้ลูกได้"
เมื่อพ่อแม่ลงมือทำกิจกรรมร่วมกับลูก ไม่ว่าจะเป็นการชวนกันนับผลไม้ในตะกร้า พาลูกออกไปเก็บใบไม้ในสวน หรือนั่งทำบัตรคำจากกระดาษเหลือใช้ด้วยกัน เด็กจะค่อยๆ หันหลังให้หน้าจอเอง โดยไม่ต้องมีใครบังคับ
"เราไม่ได้สอนให้ห้ามลูกดูโทรศัพท์ แต่เราสอนให้พ่อแม่สร้างสิ่งที่น่าสนใจกว่าโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยมือตัวเอง เมื่อลูกมีแม่นั่งเล่นอยู่ด้วย มีพ่อชวนทำงานสวน มีครอบครัวนั่งทำขนมด้วยกัน เขาจะไม่อยากเอื้อมหยิบโทรศัพท์เอง เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันอบอุ่นและมีความหมายกว่ามาก"
พลังของสื่อสร้างสรรค์ที่ทำด้วยมือของครอบครัว มีคุณค่าที่ของเล่นราคาแพงสักชิ้นสู้ไม่ได้
"เมื่อแม่นั่งทำเครื่องดนตรีจากกระป๋องร่วมกับลูก หรือพ่อชวนลูกประดิษฐ์ของเล่นจากเศษไม้ในสวน สื่อชิ้นนั้นไม่ได้มีแค่วัสดุ แต่มันมีเรื่องราว มีความทรงจำ และมีความรักของครอบครัวอยู่ในนั้นด้วย ลูกจะหวงของเล่นชิ้นนั้นมากกว่าของเล่นที่ซื้อมาจากร้านมาก เพราะเขารู้ว่าแม่ทำให้"
ท้ายที่สุดขอฝากไว้เป็นหัวใจสำคัญของทุกสิ่ง คือความเชื่อง่ายๆ ข้อหนึ่ง "เราไม่ได้แข่งกับโทรศัพท์ เราแค่เชื่อว่ามือแม่ มือพ่อ มือครอบครัว ที่ยื่นออกมาหาลูกพร้อมกับรอยยิ้มและเวลาคุณภาพ จะชนะหน้าจอได้เสมอ ไม่ว่าจอนั้นจะสวยงาม หรือสีสันสดใสแค่ไหนก็ตาม สิ่งที่ลูกจำได้ตลอดชีวิตไม่ใช่การ์ตูนที่เคยดู แต่คือวันที่แม่จับมือเขา ชวนกันพูด คุย ก่อนนอน"