
แนะครีเอเตอร์ปรับรูปแบบคอนเทนต์ให้กระตุ้นการบริโภคจริงมากกว่าเน้นยอดไลก์
- IdeasLabs เผยข้อมูลไตรมาสแรกปีนี้ แบรนด์เริ่มปรับตัวตามสภาพเศรษฐกิจ ยังพร้อมลงงบให้อินฟลูเอนเซอร์แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่า สามารถปิดการขายและสร้างยอดได้จริง ชี้เป็นโอกาสให้ Micro หรือ Nano Influencer เร่งสร้างผลงานแบบ Affiliate ในจังหวะที่แบรนด์ไม่เน้นยอดไลก์ยอดแชร์
- พบ 4 กลุ่ม ยังไปได้ต่อ ดึงดูดงบจากแบรนด์ เริ่มจาก Foodie, Mom & Kid , Life Style และ Beauty พร้อมแนะ 7 ข้ออินฟลูฯ ต้องปรับรูปแบบคอนเทนต์ให้ขายได้ ไม่ใช่แค่ไวรัล ,วัดผลได้ชัดเจน, น่าเชื่อถือและโปร่งใส, ใช้ AI และเครื่องมือ MarTech, กระจายแพลตฟอร์มหลากหลาย, ปรับแพ็กเกจให้ยืดหยุ่น และ ส่งงานตรงเวลาตามตาราง
- มองแนวโน้มตลาด Influencer Marketing ในช่วงครึ่งปีหลัง การแข่งขันเดือดกว่าครึ่งปีแรก ตลาดแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นโดยเฉพาะ TikTok หรือ Facebook Reels มาแรง ขณะที่แบรนด์จะกระจายความเสี่ยงและเฟ้นหาอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำคอนเทนต์ในลักษณะเจาะลึก (Deep Content) และกลุ่มที่มีความเฉพาะกลุ่ม (Niche) มากขึ้น
นายธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) ผู้พัฒนาโซลูชันด้าน Influencer และ MarTech สัญชาติไทย เผยภาพรวมตลาด Influencer Marketing ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในปัจจุบันว่า แบรนด์ต่าง ๆ เริ่มมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเห็นได้ชัด เน้นทำการตลาดที่ไม่ใช่เพียงแค่สร้างการตระหนักรู้ (Awareness) หรือการทุ่มงบเพื่อให้ได้ยอดไลก์ ยอดวิว ที่สูงอีกต่อไป แต่แบรนด์ต้องการความคุ้มค่าสูงสุด โดยหันมาโฟกัสที่ ROI (Return on Investment) หรือผลตอบแทนจากการลงทุนที่ชัดเจน งบประมาณจะถูกจัดสรรไปยังอินฟลูเอนเซอร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า คอนเทนต์นั้นสามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้จริง ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนที่แบรนด์นิยมทุ่มงบจ้างดาราหรือ Mega Influencer ระดับล้านฟอลโลเวอร์ทำคลิปเต้นคู่กับสินค้าสนุก ๆ เพื่อสร้างไวรัล แต่ในยุคนี้ แบรนด์จะเปลี่ยนมาแบ่งงบก้อนนั้นไปจ้าง Micro หรือ Nano Influencer จำนวน 20-30 คน เพื่อทำคลิปเจาะลึกวิธีการใช้งานสินค้าจริงในชีวิตประจำวัน พร้อมแนบลิงก์สัญญาร่วม (Affiliate) เพื่อวัดผลว่าอินฟลูเอนเซอร์คนไหนสามารถปิดการขายและสร้างยอดสั่งซื้อกลับมาได้คุ้มค่าเงินที่สุด
จากฐานข้อมูลการทำงานร่วมกับแบรนด์ของ IdeasLabs พบว่า ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ที่แบรนด์ยอมควักงบประมาณลงทุนมากที่สุด เรียงลำดับตามความนิยมและการใช้งานจริง 4 กลุ่ม ดังนี้
จากข้อมูลข้างต้น IdeasLabs แนะนำอินฟลูเอนเซอร์ไทยเร่งปรับบทบาทตัวเอง จากเดิมที่เป็นเพียง "คนทำคอนเทนต์เพื่อยอดวิว" (Content Creator) ไปสู่การเป็น "คนสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจให้แบรนด์" (Business Result Driver) โดยมี 7 แนวทางพร้อมตัวอย่างการปรับตัวดังนี้
สำหรับแนวโน้มตลาด Influencer Marketing ในช่วงครึ่งปีหลัง IdeasLabs คาดการณ์ว่า การแข่งขันจะทวีความรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะด้านคุณภาพหรือราคา และตลาดยังคงพึ่งพาแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นโดยเฉพาะ TikTok หรือ Facebook Reels ในสัดส่วนที่สูง อย่างไรก็ตาม แบรนด์ต่างๆ จะกระจายความเสี่ยงและเฟ้นหาอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำคอนเทนต์ในลักษณะเจาะลึก (Deep Content) และกลุ่มที่มีความเฉพาะกลุ่ม (Niche) มากขึ้น
"ตัวอย่างเทรนด์ครึ่งปีหลัง เราจะเห็นแบรนด์ต่างๆ หันมาทำแคมเปญในลักษณะ "Long-term Partnership" หรือการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ระยะยาว 3 - 6 เดือน แทนการจ้างโพสต์ครั้งเดียวจบมากขึ้น เช่น แบรนด์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (หรือโปรตีน) ร่วมงานกับครีเอเตอร์สายฟิตเนส/ลดน้ำหนัก เพื่อทำชาเลนจ์ 'เปลี่ยนหุ่นใน 90 วัน' โดยให้อินฟลูเอนเซอร์ดื่มสินค้านี้ควบคู่กับการออกกำลังกายในชีวิตประจำวันทุกสัปดาห์ ซึ่งการเห็นความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวแบบนี้ จะช่วยกระตุ้นยอดขายแบบ Affiliate ได้มีประสิทธิภาพกว่าการรีวิวเพียงคลิปเดียวจบ ดังนั้น ครีเอเตอร์คนใดที่สามารถปรับตัวและพิสูจน์ตัวเลขยอดขายหรือผลลัพธ์ทางธุรกิจให้แบรนด์เห็นได้ชัดเจน จะเป็นกลุ่มที่กุมความได้เปรียบและได้รับงบประมาณก้อนใหญ่จากแบรนด์ในครึ่งปีหลังนี้อย่างแน่นอน" นายธนดล กล่าว