"TMA" ชี้ไทยยังเปราะบาง แม้การแข่งขันขยับขึ้นอันดับ 26 ของโลก แนะเร่งปฏิรูปคน - กฎหมาย - ผลิตภาพ ก่อนถูกเวียดนามแซง

ข่าวทั่วไป Wednesday June 24, 2026 15:03 —ThaiPR.net

นายธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธานสมาคมจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ได้วิเคราะห์ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของโลกประจำปี 2569 จาก สถาบัน IMD World Competitiveness Center ในฐานะ Partner Institute โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 26 ขยับขึ้นมาจากอันดับที่ 30 ดีขึ้น 4 อันดับ จาก 70 เศรษฐกิจทั่วโลก

ทั้งนี้ นายธีรนันท์ ได้กล่าวว่า "ถึงแม้ว่าภาพรวมประเทศไทยจะปรับตัวและอยู่ในอันดับที่ดีขึ้น แต่ยังมีความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล โดยเฉพาะ เวียดนาม ซึ่งได้เข้ารับการจัดอันดับเป็นปีแรก แต่ตามหลังประเทศไทยมาอยู่ในอันดับที่ 27 หรือห่างจากไทยเพียงอันดับเดียวเท่านั้น

ในภาพรวมประเทศไทยจะอยู่อันดับที่ดี แต่มุมมองของ TMA เมื่อนำมาพิจารณารายปัจจัยกลับพบความท้าทายที่สำคัญ โดยปัจจัยสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ตกลงจากอันดับที่ 8 เป็น 10 เนื่องจากอัตราการเติบโตของ GDP ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตามไทยยังทำได้ดีในด้านการควบคุมเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ปัจจัยประสิทธิภาพของภาครัฐ คงที่ในอันดับที่ 32 แม้ความเชื่อมั่นด้านนโยบายภาษีและการคลังจะดีขึ้น แต่ยังมีจุดอ่อนสำคัญในเรื่องความโปร่งใส

การคอร์รัปชัน และการบังคับใช้กฎหมาย (Rule of Law) สำหรับปัจจัยประสิทธิภาพของภาคดีขึ้น 3 อันดับ มาอยู่ที่ 21 แต่ผู้บริหารมีความเชื่อมั่นลดลงในด้านความสามารถในการปรับตัว และมุมมองต่อโลกาภิวัตน์ เนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัจจัยโครงสร้างพื้นฐาน ขยับขึ้นจาก 47 เป็น 45 โดยไทยเด่นมากในด้านโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป ซึ่งอยู่อันดับที่ 20 แต่ด้านเทคโนโลยีตกลงมาถึง 7 อันดับ เนื่องจากการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การวัดของ IMD ที่มุ่งเน้นเรื่อง AI แทนดิจิทัลแบบเดิม

เมื่อกล่าวถึงการปรับปรุงตัวชี้วัด ทางสถาบัน IMD ได้ปรับปรุงตัวชี้วัดใหม่ โดยเปลี่ยนการวัดผลจาก "Digital" มาเป็น "AI" อย่างเต็มรูปแบบ เช่น Digital Skills เป็น AI Skills, Digital Transformation เป็น AI Adoption และเพิ่มการวัดผลเรื่องความน่าเชื่อถือของประชาชนต่อ AI รวมถึงการลงทุนใน AI ทำให้ประเทศไทยยังทำคะแนนในส่วนนี้ได้ไม่ดีนัก ทั้งในด้านทักษะของแรงงาน การร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในเรื่อง AI รวมถึงแรงจูงใจในการลงทุน (Investment Incentives) สำหรับเทคโนโลยี AI ที่ยังไม่ชัดเจน

ส่วนประเด็นหลักที่ทาง IMD นำเสนอในปีนี้คือ เรื่องหลักนิติธรรมหรือ Rule of Law โดยยกตัวอย่างเขตเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง เช่น สิงคโปร์ ที่มีความน่าเชื่อถือของสถาบันหลักในประเทศ นำมาซึ่งการมีกฎเกณฑ์ที่คาดการณ์ได้และการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียม จนนำไปสู่พื้นฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งคะแนนของไทยในตัวชี้วัดดังกล่าวอยู่ที่ 53 จาก 100 คะแนน คิดเป็นอันดับที่ 57 จาก 70 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่าเกือบตกเกณฑ์ โดยปัญหาหลักอย่างการคอร์รัปชันยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ รวมถึงความโปร่งใสของนโยบายรัฐที่นักธุรกิจให้คะแนนค่อนข้างต่ำอย่างต่อเนื่องอีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการก้าวเข้ามาของเวียดนามซึ่งอยู่ในอันดับที่ 27 ถือเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

แม้ข้อมูลสถิติบางอย่างยังไม่สมบูรณ์ แต่เวียดนามมีจุดแข็งที่เหนือกว่าไทยในด้านการเติบโตของ GDP, การส่งออก และการปรับตัวของนโยบายภาครัฐ นอกจากนี้เวียดนามยังมีทักษะด้าน AI และคะแนน PISA ด้านวิทยาศาสตร์ที่สูงกว่าไทยอย่างชัดเจน อีกหนึ่งข้อแตกต่างสำคัญคือ ผู้บริหารในภาคเอกชนมีความกระตือรือร้นสูงมาก มีทัศนคติเชิงบวกต่อการพัฒนาตนเองและประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญท่ามกลางการเผชิญในข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบการเงินที่ยังคงตามหลังไทยอย่างเห็นได้ชัด แต่ปัจจัยเหล่านี้เวียดนามสามารถอุดช่องว่างด้วยการลงทุนอย่างมหาศาลภายในระยะ 4-5 ปี ในขณะที่จุดอ่อนของไทยที่ยังคงเป็นปัญหาเร่งด่วนคือ สังคมผู้สูงอายุ ทักษะภาษาอังกฤษต่ำ ผลิตภาพแรงงานต่ำ และการขาดการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง โดยยังมองไม่เห็นกระบวนการในการปฏิรูปและพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม"

ทั้งนี้ นายธีรนันท์ ยังได้เน้นย้ำว่า "ประเทศไทยรู้ปัญหาของตัวเองมานานนับทศวรรษ แต่ยังติดกับดักด้านการนำไปปฏิบัติ (Implementation) โดยมีข้อเสนอแนะถึงประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการดังนี้

  • ยกระดับผลิตภาพ (Productivity): เพราะผลิตภาพแรงงานของไทยในทุกภาคส่วน ทั้งการเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ เมื่อเทียบกับมาเลเซียที่มีผลิตภาพสูงกว่าไทย 1-2 เท่า โดยเฉพาะในภาคการเกษตร
  • การปฏิรูปทรัพยากรมนุษย์: ที่ต้องเร่งแก้ปัญหาด้านทักษะพื้นฐาน เช่น ภาษาอังกฤษ และความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี (STEM) รวมถึงทักษะสำหรับโลกยุคใหม่อย่าง AI ที่ต้องมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนและพัฒนา อย่างเป็นรูปธรรมไม่ใช่แค่แผนงานเท่านั้น
  • สร้างความโปร่งใสและหลักนิติธรรม: เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ ไทยต้องมีระบบกฎหมายที่ลดขั้นตอนความยุ่งยาก คาดการณ์ได้ โปร่งใส และปราศจากคอร์รัปชัน
  • การบูรณาการในการทำงาน: รัฐบาลควรมีเจ้าภาพที่ชัดเจนในแต่ละประเด็น ไม่แยกส่วนการทำงานตาม KPI ของหน่วยงาน และต้องมีความต่อเนื่องในการปฏิบัติการอย่างจริงจัง

หากไทยยังไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะเรื่อง คุณภาพคน และ การบังคับใช้กฎหมาย เรามีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าไปในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน" นายธีรนันท์ กล่าวทื้งท้าย

สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ TMA ได้ที่ Website: www.tma.or.th Facebook: TMA-Thailand Management Association


แท็ก เวียดนาม  

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ