
- เปิดตัวชุดสิ่งอำนวยความสะดวกบนเครื่องบิน (Amenity Kit) คอลเลคชันใหม่ถึง 14 ดีไซน์ ออกแบบให้พรีเมียมสไตล์เอทิฮัด และพร้อมให้บริการบนเที่ยวบินชั้นธุรกิจทั่วเครือข่ายแล้วในช่วงฤดูร้อนนี้
- แต่ละดีไซน์ได้รับแรงบันดาลใจจากจุดหมายปลายทางสำคัญในเครือข่ายการบินของเอทิฮัด รวมถึงบ้านเกิดของสายการบินอย่างกรุงอาบูดาบี
- จับมือกับ LANEIGE แบรนด์สกินแคร์ชั้นนำจากเกาหลีใต้ นำเสนอผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเพื่อเติมเต็มประสบการณ์แห่งความสบายระหว่างการเดินทาง ภายใต้โครงการ Etihad Wellbeing

สายการบินเอทิฮัด สายการบินแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เตรียมเปิดตัว Destination Collection ชุดสิ่งอำนวยความสะดวก หรือ Amenity Kit ดีไซน์ใหม่ที่พร้อมมอบให้แก่ผู้โดยสารชั้นธุรกิจทั่วเครือข่ายการบินของสายการบินในช่วงฤดูร้อนนี้ Destination Collection ประกอบด้วยดีไซน์ทั้งหมด 14 แบบ โดยแต่ละแบบได้รับแรงบันดาลใจจากเมืองอันโดดเด่นในเครือข่ายเส้นทางบินทั่วโลกของเอทิฮัด พร้อมบรรจุผลิตภัณฑ์สกินแคร์คอลเลคชันเลกชันใหม่จากแบรนด์ LANEIGE ที่ได้รับการคัดสรรเพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางบนเที่ยวบินให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
สะท้อนเสน่ห์ของจุดหมายปลายทางผ่านงานดีไซน์สุดพรีเมียม
Destination Collection เป็นชุดสิ่งอำนวยความสะดวกบนเครื่องบินที่สะท้อนความหลากหลายและเสน่ห์ของจุดหมายปลายทางในเครือข่ายการบินของเอทิฮัด ผ่านงานออกแบบที่เรียบหรูและเปี่ยมด้วยรายละเอียดอันประณีต โดยต่อยอดจากความสำเร็จของถ้วย Finjan ที่มอบให้แก่ผู้โดยสารชั้นหนึ่ง โดยแต่ละใบได้รับการออกแบบให้สะท้อนเอกลักษณ์ของหนึ่งในจุดหมายปลายทางของสายการบิน สุ่มมอบให้แก่ผู้โดยสาร และมีการปรับเปลี่ยนลวดลายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กลายเป็นของที่ระลึกอันทรงคุณค่า ที่เชื่อมโยงความทรงจำแห่งการเดินทางเข้ากับมรดกทางวัฒนธรรมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเอทิฮัด
Arik De ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้และการพาณิชย์ของเอทิฮัด กล่าวว่า "คอลเลคชัน Amenity Kit ใหม่นี้สะท้อนถึงทุกสิ่งที่เอทิฮัดยึดมั่นมาโดยตลอด ทั้งการออกแบบที่ใส่ใจในรายละเอียด การเชื่อมโยงกับจุดหมายปลายทางอย่างมีความหมาย และการมอบประสบการณ์การเดินทางที่เหนือระดับให้แก่ผู้โดยสารของเรา ด้วยการถ่ายทอดเสน่ห์ของจุดหมายปลายทางต่าง ๆ ทั่วเครือข่ายการบินของเรา ควบคู่ไปกับความร่วมมือกับแบรนด์ดังอย่าง LANEIGE เพื่ออำนวยความสะดวกระหว่างการเดินทาง เราได้ก้าวไปอีกขั้นในการรังสรรค์ประสบการณ์ที่มีความเป็นส่วนตัว ผ่านการคัดสรรและออกแบบอย่างพิถีพิถันสำหรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจ Amenity Kit ทุกชุดจึงไม่เพียงเป็นของสะสมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจุดหมายปลายทางที่เราเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน แต่ยังเป็นของที่ระลึกอันเปี่ยมความหมายที่คงคุณค่าแม้การเดินทางจะสิ้นสุดลงแล้ว"
"นับเป็นอีกก้าวสำคัญสำหรับเอทิฮัด เพราะการนำกระบวนการออกแบบ Amenity Kit สำหรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจมาดูแลภายในองค์กร เปิดโอกาสให้ทีมงานของเราได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญอย่างเต็มที่ จนเกิดเป็นคอลเลคชันที่สะท้อนเอกลักษณ์ของเอทิฮัดได้อย่างชัดเจน โดยทุกขั้นตอน ตั้งแต่แนวคิดไปจนถึงรายละเอียดสุดท้าย ล้วนได้รับการรังสรรค์ขึ้นโดยบุคลากรของเราเอง" Arik De กล่าวเสริม
สำหรับ Destination Collection นี้ ทางเอทิฮัดรังสรรค์กระเป๋า 2 ดีไซน์ ได้แก่ Pouch และ Slim โดยแต่ละดีไซน์มี 7 เฉดสี ซึ่งแต่ละสีเป็นตัวแทนของหนึ่งในจุดหมายปลายทางบนเครือข่ายการบินที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของเอทิฮัด ลายและดีไซน์กระเป๋าได้รับการรังสรรค์อย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่ชื่อเมืองและพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่ประทับอยู่บนตัวกระเป๋า ไปจนถึงหัวซิปทรงเหลี่ยมมิติที่สะท้อนเอกลักษณ์ของคอลเลคชัน ภายในตกแต่งด้วยซับในลวดลายเฉพาะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเมืองนั้น ๆ ผ่านงานกราฟิกแบบเหลี่ยมมิติ (faceted artwork) ซึ่งได้รับการออกแบบขึ้นเฉพาะสำหรับแต่ละจุดหมายปลายทาง นอกจากนี้ กระเป๋าทุกใบยังมาพร้อมหมายเลขซีเรียลตั้งแต่ 1-7 เพื่อบ่งบอกความยูนิคของกระเป๋าแต่ละชุดที่มีเอกลักษณ์ พร้อมให้สะสมครบทั้งคอลเลคชัน
คอลเลคชันชุดแรกจะนำเสนอเรื่องราวของ 7 เมืองในเครือข่ายการบินของเอทิฮัด ตัวอย่างเช่น กระบี่ แอดดิสอาบาบา และแอตแลนตา ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่สายการบินเปิดให้บริการในปี 2025 รวมถึงคาลการี ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2026 โดยในแต่ละปี คอลเลคชันจะได้รับการต่อยอดด้วยการเพิ่มจุดหมายปลายทางและลวดลายใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนการเติบโตของเครือข่ายการบินของเอทิฮัดทั่วโลก
กระเป๋าชุด Abu Dhabi Edition (#1)
กระเป๋าชุด Abu Dhabi Edition (#1) ถือเป็นหัวใจของคอลเลคชันนี้ โดยได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อสดุดีอาบูดาบี เมืองต้นกำเนิดของเอทิฮัด และมรดกทางวัฒนธรรมเอมิเรตส์ที่หล่อหลอมอัตลักษณ์ของสายการบิน ดีไซน์ดังกล่าวถ่ายทอดผ่านภาพของ Zayed National Museum ซึ่งสะท้อนจิตวิญญาณแห่งความมุ่งมั่นและการพัฒนาไม่หยุดนิ่งของเมือง อันเป็นแรงบันดาลใจที่ขับเคลื่อนการเดินทางของเอทิฮัดมาโดยตลอด
- กระเป๋าชุดทั้งหมดในคอลเลคชันนี้ ประกอบด้วย อาบูดาบี (#1), กระบี่ (#2), มุมไบ (#3), ลิสบอน (#4), แอดดิสอาบาบา (#5), คาลการี (#6) และแอตแลนตา (#7)
ในแต่ละเที่ยวบิน จะมีการจัดเตรียมกระเป๋าหลากหลายสีสันและจุดหมายปลายทางหมุนเวียนกันไป เพื่อให้ผู้โดยสารได้พบกับดีไซน์ที่แตกต่างในทุกการเดินทาง พร้อมให้สะสมครบทั้งคอลเลคชัน และทำให้ทุกเที่ยวบินมีความพิเศษในแบบของตัวเอง
พิเศษอย่างกว่าครั้งไหน นอกเหนือจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอันเป็นเอกลักษณ์ของเอทิฮัด อาทิ ผ้าปิดตา ที่อุดหูป้องกันเสียงรบกวน และชุดดูแลช่องปาก แต่ละชุดยังมาพร้อมผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ได้รับการคัดสรรเพื่อมอบความสบายและความสดชื่นตลอดการเดินทาง
LANEIGE ร่วมเติมเต็มประสบการณ์การเดินทางกับเอทิฮัด
เอทิฮัดได้ร่วมมือกับ LANEIGE หนึ่งในแบรนด์ K-Beauty ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เน้นการเติมความชุ่มชื้น ซึ่งได้รับการคัดสรรเป็นพิเศษสำหรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจ โดยเอทิฮัดนับเป็นสายการบินแห่งแรกที่ร่วมมือกับแบรนด์สกินแคร์ชั้นนำจากเกาหลีใต้รายนี้ และเป็นสายการบินเพียงแห่งเดียวที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ของ LANEIGE บนเที่ยวบินสำหรับผู้โดยสารระดับพรีเมียม
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของเอทิฮัดในการสร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทางที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะในทุกมิติ ภายใต้โครงการ Etihad Wellbeing ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาสภาพแวดล้อมบนเครื่องบินให้เอื้อต่อการพักผ่อนและความสบายของผู้โดยสาร ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัว Quiet Cabin รวมถึงการยกระดับบริการและผลิตภัณฑ์บนเที่ยวบินในหลากหลายด้าน ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้โดยสาร ตลอดจนบรรยากาศภายในห้องโดยสาร
ด้วยปรัชญาที่ผสานความอยากรู้อยากเห็นเข้ากับวิทยาศาสตร์การดูแลผิว LANEIGE ได้นำองค์ความรู้ด้านสกินแคร์จากเกาหลีที่สั่งสมมายาวนานหลายทศวรรษมาสู่ประสบการณ์บนเที่ยวบิน ผ่านสูตรผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพิสูจน์ทางคลินิกแล้วว่าช่วยเติมความชุ่มชื้นและมอบความสบายให้แก่ผิวระหว่างการเดินทาง
PilKyung Choi ประธานแบรนด์ LANEIGE กล่าวว่า "เรารู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับสายการบินเอทิฮัด ในฐานะแบรนด์ความงามจากเกาหลีแบรนด์แรกที่ได้เข้าร่วมโครงการ Amenity Programme บนเที่ยวบินระดับโลก ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ LANEIGE ที่นำความเชี่ยวชาญด้านการดูแลผิวของเราไปสู่ประสบการณ์การเดินทางบนท้องฟ้า พร้อมต่อยอดโลกแห่ง LANEIGE ให้ก้าวไกลไปกว่าการดูแลผิวในชีวิตประจำวัน"
PilKyung Choi กล่าวเสริมว่า "ด้วยการผสานศาสตร์ด้านการเสริมเกราะป้องกันผิวของ LANEIGE เข้ากับการดูแลผิวที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผิวที่เผชิญความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและอาการเจ็ตแล็ก เราจึงสามารถมอบประสบการณ์การดูแลผิวที่เรียบง่าย สบายผิว และสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง เพื่อช่วยเสริมความสบายและเติมพลังระหว่างการเดินทางบนระดับความสูงหลายพันฟุต ผลิตภัณฑ์ของเราได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ แต่ให้ผลลัพธ์ที่ผู้ใช้สามารถสัมผัสได้จริง ผ่านความบางเบา ใช้งานง่าย และตอบโจทย์ความต้องการของผิวอย่างเป็นธรรมชาติ ผ่านความร่วมมือครั้งนี้ เราขอเชิญชวนผู้โดยสารร่วมสัมผัส LANEIGE Wonder in the Air ประสบการณ์การดูแลผิวที่ผสานศาสตร์ด้านเกราะป้องกันผิวเข้ากับความสบายและการฟื้นบำรุง เพื่อช่วยเติมเต็มความสดชื่นและพลังงานให้กับผิวตลอดการเดินทาง"
ผู้โดยสารจะได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ไอคอนิกของ LANEIGE ที่ได้รับการคัดสรรเป็นพิเศษ ประกอบด้วย
- LANEIGE Water Sleeping Mask มาสก์บำรุงผิวที่ผสานคุณค่าของไฮยาลูรอนิก แอซิด และสควาเลน ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นและฟื้นคืนความสดใสให้ผิวที่ดูอ่อนล้า
- LANEIGE Lip Sleeping Mask มาสก์บำรุงริมฝีปากที่มอบความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก ด้วยส่วนผสมของ Berry Fruit Complex, Murumuru Seed และ Shea Butter
- Hand Cream ครีมบำรุงมือสูตรเข้มข้นที่ช่วยเติมความชุ่มชื้น ฟื้นคืนความนุ่มละมุน และบรรเทาความแห้งกร้านของผิว
ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดได้รับการคัดสรรเพื่อช่วยให้ผู้โดยสารเดินทางถึงจุดหมายด้วยความรู้สึกสดชื่น เปล่งประกาย และมีผิวที่ชุ่มชื้นสบายตลอดการเดินทาง
นอกเหนือจากการยกระดับประสบการณ์การเดินทางบนเที่ยวบิน เอทิฮัดยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายการบินอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงฤดูร้อนปีนี้ สายการบินได้เพิ่มความจุที่นั่งรวมขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมให้บริการมากกว่า 300 เที่ยวบินต่อวันทั่วเครือข่ายการบินที่ครอบคลุมยุโรป เอเชีย อเมริกาเหนือ แอฟริกา และตะวันออกกลาง เพื่อตอบสนองความต้องการเดินทางที่เติบโตอย่างต่อเนื่องสู่ อาบูดาบี และจุดหมายปลายทางต่าง ๆ ทั่วโลก
ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เอทิฮัดได้เปิดให้บริการเส้นทางบินใหม่สู่คราคูฟ ปัลมา เดอ มายอร์กา ดามัสกัส และแซนซิบาร์ พร้อมกลับมาให้บริการเที่ยวบินตามฤดูกาลสู่จุดหมายปลายทางยอดนิยมในยุโรปและภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน ได้แก่ มิโคนอส มาลากา ซานโตรินี นีซ และอัลอาลาเมน สะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเครือข่ายการบินและบทบาทของอาบูดาบีในฐานะศูนย์กลางการเดินทางระดับโลก