
ผู้เชี่ยวชาญเตือน! ฝนตกต่อเนื่องเร่ง "ความชื้นสะสม" ภัยเงียบที่ทำบ้านเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่คิด
เบเยอร์ชี้ "ฝ้าถล่ม-ปูนระเบิด-สีพอง-เชื้อรา" ไม่ใช่แค่ปัญหาความสวยงาม แต่เป็นสัญญาณเตือนโครงสร้างกำลังได้รับผลกระทบจากความชื้นสะสม
จากสภาพอากาศที่แปรปรวนและฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทำให้เจ้าของบ้านจำนวนไม่น้อยเริ่มเผชิญปัญหาสีบวมพอง ผนังแตกร้าว ปูนลอกล่อน เชื้อราขึ้นตามผนัง รวมถึงคราบชื้นที่ปรากฏให้เห็นชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะบ้านที่มีอายุการใช้งานยาวนาน หรือบ้านที่ต้องเผชิญฝนสาดเป็นประจำ
ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสีและวัสดุปกป้องพื้นผิวจาก บริษัท เบเยอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ปัญหาความชื้นที่พบในบ้านส่วนใหญ่มักเป็น "ภัยเงียบ" ที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยต้นเหตุไม่ได้เกิดจากสีเสื่อมสภาพเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่น้ำและความชื้นสามารถแทรกซึมเข้าสู่ผนังได้ทั้งจากภายนอกอาคาร รวมถึงความชื้นจากพื้นดิน หรือที่เรียกว่า Rising Damp ซึ่งค่อย ๆ เคลื่อนตัวขึ้นมาตามอิฐและปูนฉาบอย่างต่อเนื่อง
"ความชื้นชายล่างถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่เจ้าของบ้านไม่ควรมองข้าม เรามักพบคราบชื้น สีบวมพอง หรือผนังปูนแตกร่อนบริเวณส่วนล่างของผนังก่อนจุดอื่น เนื่องจากความชื้นในดินถูกดูดซึมขึ้นมาตามโครงสร้าง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีความชื้นสะสมสูง"
งานวิจัยด้านวัสดุก่อสร้างระบุว่า ความชื้นเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เร่งการเสื่อมสภาพของวัสดุประเภทปูนและวัสดุพรุน (Porous Materials) เมื่อความชื้นและเกลือแร่สะสมอยู่ภายในเนื้อวัสดุเป็นเวลานาน จะเกิดแรงดันภายในจนทำให้ผิวปูนแตกร่อน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "ปูนระเบิด" อีกทั้งยังเป็นสาเหตุของการเกิดเชื้อรา คราบด่าง และการเสื่อมสภาพของฟิล์มสีในระยะยาว
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ด่านแรกของการป้องกันความชื้นคือ "สีรองพื้น" เนื่องจากเป็นชั้นที่สัมผัสกับผนังโดยตรง ทำหน้าที่สกัดกั้นความชื้น ลดการซึมผ่านของน้ำ เสริมการยึดเกาะ และช่วยปกป้องระบบสีโดยรวมให้มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น
"การแก้ปัญหาความชื้นที่ได้ผล ต้องเริ่มจากการป้องกันที่ต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงการซ่อมแซมที่ปลายเหตุ เพราะต่อให้ทาสีใหม่สวยแค่ไหน หากความชื้นยังเดินทางเข้าสู่ผนังได้ ระบบสีก็จะเสื่อมสภาพในเวลาไม่นาน"
ทั้งนี้ ด่านแรกที่มีบทบาทสำคัญในการป้องกันความชื้นคือ "สีรองพื้น" ซึ่งเป็นชั้นที่สัมผัสกับผนังโดยตรง ทำหน้าที่ลดการซึมผ่านของน้ำ สกัดกั้นความชื้น เสริมการยึดเกาะของสีทับหน้า และช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบสีโดยรวม
ด้าน คุณพวงเพ็ญ แสงเพชร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท เบเยอร์ จำกัด กล่าวว่า"สีทับหน้าเปรียบเสมือนเกราะชั้นนอกที่ช่วยปกป้องบ้าน แต่สีรองพื้นคือด่านแรกที่ช่วยสกัดกั้นความชื้น หากเลือกใช้รองพื้นที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น ก็สามารถลดโอกาสเกิดปัญหาสีบวมพอง ลอกล่อน ผนังแตกร้าว รวมถึงเชื้อราได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยยืดอายุงานสีให้ยาวนานขึ้น"
เพื่อรองรับปัญหาความชื้นที่แตกต่างกันในแต่ละสภาพผนัง เบเยอร์จึงพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์สีรองพื้นสำหรับงานปูนที่มีคุณสมบัติทนความชื้นสูง ได้แก่ Beger B-1900 สำหรับงานรองพื้นปูนทั่วไป ทั้งปูนใหม่ ปูนเก่า และปูนสด ทนความชื้นได้สูงถึง 40%, Beger B-2900 สำหรับผนังภายใน สูตรน้ำ กลิ่นอ่อน ทนความชื้นสูง 70% และ Beger B-3100 สำหรับผนังที่ต้องการการปกป้องจากความชื้นในระดับสูง โดยเฉพาะบ้านเก่า ผนังหลังฝนตก หรือบริเวณที่เคยเกิดปัญหาสีโป่งพอง ลอกล่อน คราบเกลือ และเชื้อราซ้ำซาก ซึ่งสามารถทนความชื้นได้สูงสุดถึง 75%
ในยุคที่สภาพอากาศมีความผันผวนและฝนตกหนักเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าที่เคย ปัญหาความชื้นจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความสวยงาม แต่เป็นเรื่องของการดูแลและปกป้องโครงสร้างบ้านในระยะยาว การเลือกวัสดุป้องกันความชื้นที่เหมาะสมตั้งแต่แรก จึงเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมในอนาคต พร้อมยืดอายุบ้านให้แข็งแรงและน่าอยู่อาศัยได้ยาวนานกว่าเดิม