ครึ่งปีหลังสปีดเกมรุก เปิด 21 โครงการ มูลค่า 27,000 ลบ.
- แสนสิริ (SIRI) โชว์ศักยภาพเบอร์หนึ่งอสังหาฯ กวาดยอดขายครึ่งปีแรก (1H/69) ทะลุเป้า ที่ 25,500 ล้านบาท คิดเป็น 53% ของเป้าทั้งปี (48,000 ล้านบาท) สะท้อนความเชื่อมั่นแบรนด์แกร่งและหุ้นกู้ที่ได้รับการตอบรับดีเยี่ยมจากนักลงทุน
- สร้างปรากฏการณ์ Sold Out รวม 12 โครงการ มูลค่ารวม 18,000 ล้านบาท ส่งสัญญาณบวกอีก 8 โครงการ จ่อคิว Sold Out มูลค่ารวมกว่า 11,000 ล้านบาท
- ครึ่งปีหลัง เร่งสปีดเปิด 21 โครงการใหม่ มูลค่า 27,000 ล้านบาท ไฮไลต์เปิดตัว Wellness Community แห่งแรกติดถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ และราชพฤกษ์ คอมมิวนิตี้ มหาอาณาจักรที่อยู่อาศัยที่ใหญ่ที่สุดของแสนสิริกว่า 1,000 ไร่ พร้อมทัพคอนโดใจกลางเมือง และคอนโด หัวเมืองใหญ่ Yield สูง
นายวิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า "แสนสิริยังคงรักษาเสถียรภาพและการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งตามแผนงานที่วางไว้ โดยในครึ่งปีแรก (สิ้นสุด 30 มิถุนายน 2569) สามารถทำยอดขายรวมได้สูงถึง 25,500 ล้านบาท คิดเป็น 53% ของเป้าทั้งปี (48,000 ล้านบาท) ทะลุเป้าหมายครึ่งปีแรกตามแผนดำเนินงาน สะท้อนชัดถึงความไว้วางใจสูงสุดของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์แสนสิริ รวมถึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนที่มีต่อการออกหุ้นกู้ของบริษัทตลอดช่วงที่ผ่านมา
สำหรับครึ่งปีหลัง แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและปัจจัยภายนอกจะยังมีความท้าทาย โดยมองว่ามาตรการกระตุ้นจากภาครัฐและทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการปลดล็อกกำลังซื้อทั้งกลุ่มที่อยู่อาศัยจริง (Real Demand) และกลุ่มนักลงทุน ซึ่งความพร้อมของแสนสิริที่มีพอร์ตโฟลิโอครอบคลุมทุกเซกเมนต์ จะสามารถตอบรับการฟื้นตัวของตลาดรอบนี้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการยอดขายรอโอน (Backlog) ในมือที่แข็งแกร่งกว่า 27,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ทันทีกว่า 40% หนุนรายได้ครึ่งปีหลังโตก้าวกระโดด"
หากวิเคราะห์ความสำเร็จในครึ่งปีแรก พบว่าแสนสิริสร้างปรากฏการณ์ Sold Out ปิดการขายไปแล้วถึง 12 โครงการ มูลค่ากว่า 18,000 ล้านบาท (เช่น บูก้าน กรุงเทพกรีฑา, บุราสิริ พระราม 2, สราญสิริ เกาะแก้ว รีทรีต, เดอะ ไลน์ ไวบ์, เอ็กซ์ที พญาไท) และมียอดจ่อคิวปิดการขาย อีก 8 โครงการ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท
ทางด้านแนวสูง จากกลยุทธ์การส่งมอบโครงการพร้อมอยู่ในกลุ่ม Premium เพื่อตอบรับเรียลดีมานด์ที่ต้องการโปรดักส์คุณภาพระดับสูง ควบคู่กับการเปิดแบรนด์ใหม่ และนำแบรนด์ที่มีภาพจำแข็งแกร่งกลับมาสร้างความสำเร็จอีกครั้ง พร้อมกับเดินหน้ากลยุทธ์การร่วมทุนกับพันธมิตรระดับโลกที่มีศักยภาพ ส่งผลให้ครึ่งปีแรกประสบความสำเร็จอย่างสูง สะท้อนจากกระแสไวรัลที่ลูกค้าแห่ต่อคิวจองคอนโดฯ ล่วงหน้าเป็นสัปดาห์ ประเดิมด้วยเลิฟ เจริญนคร (LOVE Charoen Nakhon) และถัดมาคือเอ็กซ์ที เทน เอกมัย (XT 10 Ekkamai) นอกจากนี้ คอนโดมิเนียมเปิดใหม่ล่าสุดในเดือนมิถุนายนคือดีคอนโด วีเต (dcondo vite) พัทยา (โปรเจกต์ที่ 3 ในย่าน) กวาดยอดขายสูงถึง 90% หลังเปิดตัวเพียงไม่กี่วัน ด้วยราคาที่คุ้มค่าที่สุดในทำเล (เริ่มต้น 1.79 ล้านบาท) และเวย์ พระราม 9 (Vay Rama 9) คอนโดใหม่พร้อมอยู่เน้นกลุ่มเรียลดีมานด์พร้อมโอนทันที นอกจากนี้กลุ่ม Rare Asset คอนโดพร้อมอยู่ใจกลางเมืองอย่าง เวีย 34 (Via 34) และ เวีย 61 (Via 61) มียอดโอนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พอร์ต Strategic Location เริ่มต้นด้วยภูเก็ตอย่างเดอะ เบส เชิงทะเล (THE BASE Cherngtalay) ยอดขายพุ่งแตะ 90% ถัดมาที่เดอะ เบส ศรีจันทร์ - ขอนแก่น (THE BASE Srichan Khonkaen) รวมถึงโซนเชียงใหม่ และ EEC (พัทยา-บางแสน) ที่สร้าง Rental Yield ในระดับสูงดึงดูดนักลงทุนปล่อยเช่าและชาวต่างชาติได้ดี
ด้านแนวราบอย่างแบรนด์อณาสิริ (Anasiri) ระดับราคา 3 - 7 ล้านบาท ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้อย่างตรงจุด กวาดยอดขายรวมกว่า 350 ยูนิต โดยเฉพาะ 2 โครงการใหม่ อณาสิริ พระราม 5 - สิรินธร (Anasiri Rama 5 - Sirindhorn) และ อณาสิริ ศรีนครินทร์ - แพรกษา 2 (Anasiri Srinakarin - Phraeksa 2) ปิดการขายเฟสแรกทันทีภายใน 2 วัน กวาดยอดไปทะลุ 400 ล้านบาท เช่นเดียวกับโครงการเศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ ที่ได้รับกระแสตอบรับดีเยี่ยมจนปิดเฟสแรกได้ในรอบพรีเซล ส่วน Sansiri Luxury Collection อย่างนาราสิริที่โชว์ฟอร์มปิดการขายเฟสแรกทันทีในช่วงพรีเซล ทั้งที่โครงการกรุงเทพกรีฑาและบรมราชชนนี จนต้องเร่งเปิดเฟสใหม่เพื่อรองรับความต้องการ พร้อมชี้เป้า 3 ทำเลทองแนวราบที่เติบโตโดดเด่นที่สุด ได้แก่ 1. ดอนเมือง ฮับใหญ่กรุงเทพฯ ตอนเหนือ ราคาประเมินที่ดินโตเฉลี่ย 11% ต่อปี และสร้าง Rental Yield สูงถึง 7%, 2. รามอินทรา - จตุโชติ รองรับกลุ่มครอบครัวขยาย ได้อานิสงส์จากส่วนต่อขยายทางด่วนฉลองรัช และ 3 ประชาอุทิศ โซนมาแรงที่รองรับลูกค้าขยายตัวจาก พระราม 3 - สาทร เชื่อมต่อวงแหวนฯ และมอเตอร์เวย์ M82 สู่หัวหินในอนาคต
นายวิชาญ กล่าวเพิ่มเติมว่า "แผนเชิงรุกในครึ่งปีหลังนี้ เดินหน้าเปิด 21 โครงการใหม่ (แนวราบ 12 โครงการ, คอนโดมิเนียม 9 โครงการ) มูลค่า 27,000 ล้านบาท และจะโฟกัสที่การบริหารโครงการพร้อมอยู่ควบคู่กับการเปิดบิ๊กโปรเจกต์ระดับไอคอนิกในทำเลศักยภาพสูง ทั้งกรุงเทพฯ และภูเก็ต โดยไฮไลต์สำคัญประกอบด้วย กลุ่มแนวราบ เดินหน้าเปิดตัวบ้านเดี่ยวลักชัวรีพร้อมกัน 3 โครงการ (เศรษฐสิริ เกรท ดอนเมือง, เศรษฐสิริ รัตนาธิเบศร์ และบุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา) พร้อมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเปิดตัว Wellness Community แห่งแรกของแสนสิริ บนพื้นที่กว่า 142 ไร่ ติดถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ และราชพฤกษ์ คอมมิวนิตี้ มหาอาณาจักรที่อยู่อาศัยที่ใหญ่ที่สุดของแสนสิริบนเนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ขยายการลงทุนในตลาดภูเก็ตภายใต้แบรนด์เดอะ เทลส์ (The Tales) พูลวิลล่าระดับลักชัวรี สร้างเสร็จสมบูรณ์พร้อมอยู่ เตรียมเปิดให้เข้าชมเร็วๆ นี้
ส่วนกลุ่มคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ เดินหน้าเปิดโครงการต่อเนื่อง นำโดย เดอะ โมนูเมนต์ สาทร (The Monument Sathon), โครงการใหม่แบรนด์เฮาส์ (HAUS) ใน T77, แคนวาซ พาเลท เชิงทะเล และการบุกทำเลทองที่ภูเก็ตโซนในเมืองและโซนท่องเที่ยว (สามกอง ป่าตอง) นอกเหนือจากนี้ ยังมีทัพโครงการพร้อมอยู่ (Ready to Move) อีก 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 18,300 ล้านบาท ที่สามารถสร้างการรับรู้รายได้ให้กับบริษัทได้ทันที
สำหรับมุมมองต่อภาพรวมตลาด แสนสิริประเมินว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในขณะนี้กำลังส่งสัญญาณฟื้นตัว สังเกตได้จากสถิติตัวเลขภายในของแสนสิริ ทั้งในแง่ของยอดขาย ยอดโอนกรรมสิทธิ์ รวมถึงอัตราการปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคาร (Rejection Rate) ที่มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับภาพรวมของอุตสาหกรรมที่เริ่มเห็นผู้ประกอบการรายอื่น ๆ กลับมาดำเนินกิจกรรมทางการตลาดและเปิดตัวโครงการใหม่อย่างคึกคัก ซึ่งความพร้อมทางด้านแบรนด์และพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลายของแสนสิริ จะเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการครองความเป็นผู้นำตลาด"