
ขณะที่หน่วยงานของรัฐกำลังมุ่งมั่นผลักดัน "4 วาระพลิกโฉมประเทศ" ตั้งแต่การสร้างคนทักษะสูง การผลิตแพทย์ การแก้ปัญหาความยากจน ไปจนถึงการวางรากฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคต ถือเป็นทิศทางที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง แต่ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่สวยหรูเหล่านี้ เราอาจกำลังมองข้าม "ฐานราก" ที่เปราะบางที่สุดซึ่งกำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรง นั่นคือ วิกฤตประชากร
จากการคาดประมาณประชากรอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่น่าใจหาย ประชากรของเราอาจลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 33 ล้านคน ภายในปี 2626
- วาระสร้างคนทักษะสูง: จะสร้างจากใคร?
เราพูดถึง Sandbox อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และการสร้างบุคลากรแห่งอนาคต แต่เรากำลังพยายามหา "คนเก่ง" จาก "บ่อ" ที่กำลังเหือดแห้ง ปัญหาที่แท้จริงคือ "เครื่องจักรผลิตคน" หรือ "ครอบครัว" กำลังไม่ถูกสร้างขึ้นในอัตราที่ควรจะเป็น เมื่อไม่มีครอบครัวใหม่เกิดขึ้น ก็ย่อมไม่มี "วัตถุดิบ" หรือเด็กเกิดใหม่ที่จะป้อนเข้าสู่ระบบการศึกษาในอีก 18-20 ปีข้างหน้า ต่อให้หลักสูตรดีเพียงใด ก็ไร้ความหมายหากไม่มีนักศึกษาที่มีคุณภาพในจำนวนที่เพียงพอ - วาระผลิตแพทย์เพิ่ม: เพียงพอจริงหรือ?
เป้าหมายการผลิตแพทย์ 22,200 คน เพื่อลดสัดส่วนแพทย์ต่อประชากร อาจเป็นภาพลวงตาทางสถิติ เพราะในขณะที่ "ตัวหาร" (ประชากร) กำลังลดลง แต่โครงสร้างประชากรกลับบิดเบี้ยว สัดส่วนผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลทางการแพทย์สูงกว่าคนวัยอื่น 3-5 เท่ากลับพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในวันที่ประชากรไทยเหลือ 33 ล้านคน แต่มีผู้สูงอายุถึง 40-50% ภาระงานของแพทย์หนึ่งคนจะมหาศาลเกินกว่าที่ตัวเลขสัดส่วนจะบอกได้ วิกฤตที่แท้จริงไม่ใช่แค่การขาดแคลนแพทย์ แต่คือการขาดแคลนแพทย์ที่ต้องดูแลสังคมที่เต็มไปด้วยผู้สูงอายุ - วาระแก้จนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ: ใครจะซื้อ ใครจะผลิต?
ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องการสองสิ่งสำคัญคือ "ผู้ผลิต" (กำลังแรงงาน) และ "ผู้บริโภค" (ตลาดในประเทศ) แต่วิกฤต "การมีคู่รักน้อยลง" กำลังทำให้ "หน่วยเศรษฐกิจที่เล็กที่สุดแต่สำคัญที่สุด" อย่าง "ครัวเรือน" ไม่สามารถก่อตัวขึ้นได้ เมื่อไม่มีครัวเรือนใหม่ ตลาดในประเทศก็ไม่ได้แค่หดตัว แต่กำลังจะหายไปจากรากฐาน การลงทุนเพื่อสร้างเกษตรกรอัจฉริยะ หรือปั้น SME ให้เป็นยูนิคอร์น จะไร้ความหมายหากในอนาคตไม่มีผู้บริโภคที่จะซื้อสินค้า และไม่มีคนรุ่นใหม่มาสืบทอดกิจการ - วาระผู้นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต: จะนำใคร?
การมีเทคโนโลยีควอนตัมหรือ AI ที่ล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้ไทยเป็น "ผู้นำ" ในภูมิภาคได้ "พลังของชาติ" (National Power) ในเวทีโลกนั้น มีมิติทางประชากรเป็นส่วนประกอบสำคัญ ประเทศที่มีประชากรหดตัว โครงสร้างกลวงโบ๋ และคนหนุ่มสาวไม่สามารถสร้างครอบครัวได้ จะขาดพลังขับเคลื่อนจากคนรุ่นใหม่ และลดทอนความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติ เราจะเป็นผู้นำในภูมิภาค ที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามหรือฟิลิปปินส์มีประชากรหนุ่มสาวมากกว่าเราหลายเท่าได้อย่างไร?
ข้อเสนอสู่ทางรอด: ผลักดัน "วาระที่ 0 สร้างชาติด้วยการสร้างครอบครัว"
ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยและผู้กำหนดนโยบายต้องยอมรับความจริงว่า "นโยบายสร้างครอบครัว คือนโยบายเศรษฐกิจและความมั่นคงที่สำคัญที่สุด" เราจำเป็นต้องผลักดัน "วาระที่ 0" ที่มุ่ง "สร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อให้คนหนุ่มสาวได้พบปะ สร้างความสัมพันธ์ และกล้าที่จะสร้างครอบครัว"
นี่ไม่ใช่แค่การแจกเงินอุดหนุน แต่คือการออกแบบนโยบายในทุกมิติ ตั้งแต่การพัฒนาเมือง การสร้างชุมชน การออกแบบพื้นที่สาธารณะและกิจกรรมในมหาวิทยาลัยให้เอื้อต่อปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีอย่าง AI มาช่วยสร้างโอกาสให้คนได้พบปะกันอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์
บ้านที่สวยงามและแข็งแรง ต้องตั้งอยู่บนเสาเข็มและรากฐานที่มั่นคง ยุทธศาสตร์ชาติที่ยอดเยี่ยมก็เช่นกัน หากรากฐานทางประชากรกำลังจะพังทลายลง การก่อสร้างใด ๆ บนนั้นก็มีแต่จะรอวันทรุดตัว ลงมา การลงทุนเพื่อให้คนไทยกล้าที่จะสร้างครอบครัว คือการลงทุนเพื่อสร้าง "ผู้บริโภค" "ผู้ผลิต" "ผู้เสียภาษี" และ "พลเมือง" สำหรับอนาคตของประเทศ ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ยั่งยืนกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใด ๆ ทั้งสิ้น
บทความโดย ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน
อดีตผู้บริหารวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ฯ
อ้างอิง (บางส่วน)
1.จะเป็นอย่างไรหากสังคมไทยตายมากกว่าเกิด ไปเรื่อยๆ ตอน 1.
สืบค้นจาก https://www.chula.ac.th/news/124866/
- จะเป็นอย่างไรหากสังคมไทยตายมากกว่าเกิด ไปเรื่อยๆ ตอน 2.
สืบค้นจาก https://www.chula.ac.th/news/141978/ - ต้องทำอย่างไรหากไม่ต้องการให้ประชากรไทยเหลือเพียงครึ่งประเทศ.
สืบค้นจาก https://www.chula.ac.th/news/146193/ - สังคมไทย "ตายมากกว่าเกิด": สิ่งนี้เป็นโอกาสหรือวิกฤตต่อความยั่งยืน.
สืบค้นจาก https://www.chula.ac.th/news/238662/ - วิกฤตการตายมากกว่าการเกิดของไทย: จากวิกฤตที่คู่รักมีลูกน้อยลง เป็นวิกฤตที่มีคู่รักน้อยลง
https://www.chula.ac.th/news/411613/