เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นบ้างในเดือน มิ.ย. ก่อนสงครามอิหร่านกลับมาตึงเครียดในเดือนนี้ จับตากำแพงภาษีสหรัฐฯ ระลอกใหม่

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday July 24, 2026 13:13 —ThaiPR.net

เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นบ้างในเดือน มิ.ย. ก่อนสงครามอิหร่านกลับมาตึงเครียดในเดือนนี้ จับตากำแพงภาษีสหรัฐฯ ระลอกใหม่

เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังของปี 2569 จะเติบโตต่ำกว่าช่วงครึ่งปีแรก และยังเปราะบาง จากหลายปัจจัยกลับมากดดันเพิ่มเติม โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ที่แรงหนุนจากภาครัฐจะแผ่วลง

ข้อมูลเร็วเดือน มิ.ย. ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวหลังแรงกดดันสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายชั่วคราว แต่สัญญาณฟื้นตัวยังเปราะบาง เพราะความเชื่อมั่นยังไม่กลับสู่ระดับก่อนสงคราม ยังต้องติดตามข้อมูลเดือน ก.ค. ที่สงครามตึงเครียดขึ้นอีก ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมในเดือน มิ.ย. ปรับดีขึ้น โดยเฉพาะดัชนีย่อยที่สะท้อนมุมมองระยะข้างหน้า ด้านตัวเลขดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดยังอ่อนแอ แม้มีแนวโน้มปรับดีขึ้นบ้างแต่ระยะต่อไปยังมีแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่เร่งตัวสูงขึ้นจากสงครามตะวันออกกลางที่กลับมาทวีความรุนแรง ด้านการลงทุนและการส่งออกยังขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยการส่งออกไปตะวันออกกลางและการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรปที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามตะวันออกกลาง แต่แรงหนุนที่เห็นนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้หากความตึงเครียดกลับมารุนแรง

SCB EIC ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยใน H2/2569 จะขยายตัวช้ากว่าครึ่งปีแรกและยังเปราะบาง โดยไตรมาส 4 เป็นช่วงสำคัญที่แรงส่งภาครัฐจะลดลง ในจังหวะเดียวกับที่ความเสี่ยงภายนอกอาจกดดันการค้าและต้นทุนมากขึ้น ความเสี่ยงหลักมาจากสงครามตะวันออกกลางที่กลับมาตึงเครียดและอาจยืดเยื้อ ภาษีนำเข้ามาตรา 301 ของสหรัฐฯ ที่ไทยเสี่ยงถูกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% ประเด็นแรงงานภาคบังคับ (Forced labour) และความเสี่ยงจากภาษีเพิ่มเติมประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess capacity) ซึ่งไทยติดอยู่ในกลุ่ม 16 ประเทศที่ถูกสอบสวน รวมถึงความเสี่ยง Super El Nino ที่อาจส่งผลให้ผลผลิตเกษตรปรับลดลงและซ้ำเติมต้นทุนปุ๋ยที่สูงขึ้นและกดดันรายได้ภาคเกษตรในปี 2569

นโยบายภาครัฐมีบทบาทสำคัญช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังไม่สร้างแรงส่งใหม่ให้เศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง ผ่าน (1) เม็ดเงินช่วยเหลือประชาชนผ่านการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการไทยช่วยไทยจะช่วยพยุงกำลังซื้อในไตรมาส 3 ขณะที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญช่วยให้รัฐบาลกลับมาเดินหน้าแผนใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะเม็ดเงินด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท แต่คาดว่าต้องใช้เวลาในการพิจารณาโครงการที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ที่ขยายตัวเพียง 0.2% และงบลงทุนที่หดตัวถึง -8.4% จากปีงบประมาณก่อนหน้า สะท้อนว่าพื้นที่นโยบายการคลังเริ่มจำกัดมากขึ้น นอกจากนี้ (2) มาตรการพยุงราคาน้ำมันและค่าไฟ โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาชดเชยราคาน้ำมันอีกครั้งหลังราคาน้ำมันโลกสูงขึ้นเร็ว และกระทรวงพลังงานมีแผนนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นน้ำมันมาช่วยพยุงราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซลไม่ให้เกิน 35 บาทต่อลิตร นอกจากนั้นรัฐบาลมีแนวโน้มจะคงราคาค่าไฟในงวดเดือน ก.ย. - ธ.ค. 2569 ไว้ที่ 3.95 บาทต่อเนื่อง โดยมีแผนเรียกเก็บเงินที่เหลือจากการลงทุนและเป็นผลประโยชน์ส่วนเกินของกลุ่มการไฟฟ้าฯ (เงิน Claw back) มาใช้อุดหนุนค่าไฟ

กนง. จะคงดอกเบี้ยที่ 1% ตลอดทั้งปีนี้ โดยเงินเฟ้อไทยยังมีที่มาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก

SCB EIC มองว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปี ข้อมูลเงินเฟ้อไตรมาส 2 ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายและมีสาเหตุมาจากราคาพลังงานโลกเป็นหลัก มองไปข้างหน้าโอกาสที่เงินเฟ้อจะสูงยืดเยื้อเป็นเวลานานมีจำกัด กนง. สามารถดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายในระดับนี้ได้ต่อเพื่อประคองเศรษฐกิจไทย ซึ่งแม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มปรับดีขึ้น แต่การขยายตัวยังไม่ทั่วถึงและยังต่ำกว่าระดับศักยภาพ ขณะที่ครัวเรือนและ SMEs ยังเผชิญภาวะการเงินตึงตัวต่อเนื่อง ธปท. จึงมีแนวโน้มจะให้ความสำคัญกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและช่วยการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs มากขึ้น

เศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้น และนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

SCB EIC คงประมาณการเศรษฐกิจโลกที่ 2.5% ในปี 2569 แต่ประเมินความเสี่ยงด้านลบในช่วงที่เหลือของปีมีน้ำหนักมากขึ้น หลังข้อตกลงเบื้องต้นสหรัฐฯ-อิหร่านสิ้นสุดลง ทำให้สถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI และตลาดแรงงานที่มีเสถียรภาพ แต่ความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานและนโยบายการค้าอาจจำกัดความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ เศรษฐกิจจีน ขยายตัวชะลอลงในไตรมาส 2 สะท้อนอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ จึงยังต้องพึ่งพาภาคการผลิตและส่งออกมากขึ้น เศรษฐกิจญี่ปุ่น ยังได้รับแรงหนุนจากค่าจ้างและการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตดี ขณะที่เศรษฐกิจยูโรโซน ขยายตัวต่ำตามภาคการผลิตที่ชะลอลง มองไปในช่วงครึ่งปีหลัง ยังต้องติดตามความเสี่ยงภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ ที่จะบังคับใช้กับประเทศคู่ค้าสำคัญกดดันการค้าโลกในระยะต่อไป

ภาวะการเงินโลกยังมีแนวโน้มตึงตัว ธนาคารกลางหลักบางแห่งอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปี เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ปรับสูงกว่ากรอบเป้าหมาย ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.5-3.75% ตลอดปี ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้สู่ 2.5% ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ตลอดปี ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่าต้นทุนการเงินโลกจะยังไม่ผ่อนคลายได้เร็ว โดยเฉพาะหากสถานการณ์ตะวันออกกลางดันราคาพลังงานและเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมาอีกครั้ง

อ่านต่อบทวิเคราะห์ฉบับเต็มhttps://www.scbeic.com/th/detail/product/eic-monthly-0726


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ