
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. แถลงข่าว "ผลสำรวจตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจประเทศไทย ปี2569 : The 2026 Thailand's Voluntary Carbon Market Outlook" สะท้อนว่าตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทยกำลังเข้าสู่ "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ผู้ซื้อไม่ได้ให้ความสำคัญกับเพียงราคาและปริมาณอีกต่อไป แต่หันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพ ของคาร์บอนเครดิตมากขึ้น สอดรับกับแนวโน้ม High-Integrity Carbon Credits ของตลาดโลก
คุณณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ อบก. เปิดเผยว่า "ผลสำรวจปีนี้สะท้อนว่าตลาดคาร์บอนไทยกำลัง

ก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ผู้ซื้อไม่ได้มองเพียงราคาหรือปริมาณคาร์บอนเครดิตอีกต่อไป แต่กำลังให้ความสำคัญกับคุณภาพความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของเครดิต ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของ ตลาดคาร์บอนโลกที่ให้ความสำคัญกับ High-Integrity Carbon Credits
Premium T-VER จึงไม่ใช่เพียงการยกระดับมาตรฐานของประเทศไทย แต่เป็นการเตรียมความพร้อม ให้ตลาดคาร์บอนไทยสามารถเชื่อมโยงกับตลาดสากล และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางตลาดคาร์บอน ของอาเซียน"
ภาคธุรกิจไทยมอง Climate Change เป็น "โอกาส" มากกว่าความเสี่ยง พบว่า 77% ของภาคธุรกิจไทยมองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นโอกาสทางธุรกิจ ขณะที่ 69% กังวลต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) และ 59% กังวลต่อความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risk) องค์กรส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากต้นทาง เช่น การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน โดยมองว่าคาร์บอนเครดิตเป็นเพียงเครื่องมือเสริม สอดคล้องกับหลักการสากล ที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยภายในองค์กรก่อนการชดเชย
ตลาดยังอยู่ในช่วงเติบโต ปัจจุบันหลายองค์กรได้เริ่มดำเนินงานด้าน สภาพภูมิอากาศแล้ว โดย 56% ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 51% มีแผนลดการปล่อย และ 38% ตั้งเป้าสู่ Carbon Neutrality หรือ Net Zero อย่างไรก็ตาม ตลาดคาร์บอนของไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยมีผู้เล่นในตลาด เพียง 18% ขณะที่ 79% อยู่ระหว่างศึกษา หรือเตรียมเข้าสู่ตลาด สะท้อนศักยภาพการเติบโตในระยะต่อไป
ผู้ซื้อเปลี่ยนจากราคาเป็นคุณภาพ โดยผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมจากการพิจารณาเพียงราคา และปริมาณ ไปสู่การให้ความสำคัญกับคุณภาพของคาร์บอนเครดิต มีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความเป็นส่วนเพิ่ม (Additionality) ความเข้มงวดของระบบ MRV และความถาวร ของการกักเก็บคาร์บอน (Permanence) ขณะที่โครงการที่ได้รับความสนใจสูงสุด ได้แก่ โครงการป่าไม้และเกษตรกรรม (33%) และพลังงานหมุนเวียน (24%)
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจยังสะท้อนความท้าทายสำคัญของตลาดไทย คือ ช่องว่างด้านราคา ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยผู้ขายส่วนใหญ่ต้องการราคา 50-200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะที่ผู้ซื้อกว่าหนึ่งในสาม ต้องการราคาต่ำกว่า 50 บาท ส่งผลให้อัตราการจับคู่ซื้อขายยังอยู่ในระดับต่ำ
Premium T-VER ยกระดับมาตรฐาน รองรับความต้องการเครดิตคุณภาพสูง พบว่า ผู้พัฒนาโครงการยังคงใช้ Standard T-VER เป็นหลัก แต่เริ่มยกระดับสู่ Premium T-VER มากขึ้น โดยเฉพาะผู้เล่นรายใหม่ที่ต้องการพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดโลก ซึ่งสะท้อนว่า High-Integrity Carbon Credits กำลังกลายเป็นทิศทางใหม่ของตลาดคาร์บอนไทย
ไทยมีศักยภาพในการเชื่อมโยงสู่ตลาดสากลจากความพร้อมด้านมาตรฐาน Premium T-VER และระบบ MRV โดย 45% ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อมั่นว่าไทยสามารถเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ และ 43% เห็นว่าไทยมีศักยภาพก้าวสู่ศูนย์กลางตลาดคาร์บอนของภูมิภาค
ผลสำรวจครั้งนี้ สะท้อนว่าตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากตลาดที่ ขับเคลื่อนด้วย "ปริมาณ" ไปสู่ตลาด ที่ขับเคลื่อนด้วย "คุณภาพ" หากประเทศไทยสามารถยกระดับมาตรฐาน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเชื่อมโยงตลาดกับต่างประเทศได้สำเร็จ จะเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การ เป็นศูนย์กลางตลาดคาร์บอนของอาเซียน (ASEAN Carbon Market Hub) พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
ภายในงานยังมีกิจกรรม Business Matching และเวทีเสวนา "ยกระดับมาตรฐานคาร์บอนไทย และเปิดรับโอกาสใหม่สู่ตลาดสากล" ซึ่งผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ได้ร่วมสะท้อนมุมมองต่อทิศทางการพัฒนาตลาดคาร์บอนของไทยในอนาคต ผ่านการยกระดับมาตรฐาน Premium T-VER เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใสและการเชื่อมโยงกับตลาดสากล ผู้สนใจสามารถอ่านรายงานผลสำรวจ ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจประเทศไทย ปี 2569 ฉบับเต็ม และรับชมย้อนหลังได้ที่ Facebook TGO และ TGO Website
ในส่วนการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ"เพื่อสนับสนุนงานพัฒนาศักยภาพบุคลากรของสถาบันวิทยาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ งานส่งเสริมกลไกลดก๊าซเรือนกระจก ตลาดคาร์บอน" ระหว่าง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) ผ่านการดำเนินงานของสถาบันวิทยาการ ด้านการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Action Academy : CAA ที่ อบก.จัดตั้งขึ้น CAA มีภารกิจหลักในการพัฒนาศักยภาพให้กับหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน การมีความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในครั้งนี้ เป็นการยกระดับความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือบุคลากรที่จะเข้าสู่ระบบนิเวศตลาดคาร์บอน ที่มีความต้องการด้านทรัพยากรบุคคลและองค์ความรู้ เกี่ยวกับกลไกการลดก๊าซเรือนกระจกที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้กลไกลดก๊าซเรือนกระจกไทย เป็นที่ยอมรับในระดับสากลต่อไป